SEO ให้เว็บไซต์

คอนเทนต์แบบ SEO Content Marketing ให้เจอบน google

SEO สร้าง content ให้ดี มาดูกัน ทำคอนเทนต์เหนื่อยแทบแย่แต่ไม่มีคนอ่าน แม้เนื้อหาจะมีประโยขน์เพียงใดก็ไร้ค่า ผลตอบรับที่คาดว่าจะดีก็อาจจะพลิกผัน จากที่คิดว่าจะดังก็อาจจะกลายเป็น “วูบ” โดยไม่รู้ตัว การที่คอนเทนต์ไม่ติดหูหรือตราตรึงผู้คนล้วนมีสาเหตุอยู่หลายประการ แต่สาเหตุหนึ่งในนั้นก็คือ “การไม่รู้เทคนิคในการทำให้คอนเทนต์ติดอันดับการค้นหาบนหน้า google” หรือการทำคอนเทนต์ SEO นั่นเอง หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาทำคอนเทนต์แล้วไม่มีคนเห็น

1. จะทำคอนเทนต์ SEO ทั้งทีต้องเลือกเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่เขา “สนใจ”

เข้าใจว่าหลายคนคงจะมีอารมณ์ความติสก์อยู่ในตัวประเภทที่ว่าฉันอยากจะทำคอนเทนต์เรื่องที่ฉันชอบฉันสนใจ แต่จงอย่าลืมว่าเรื่องที่คุณชอบคนอื่นเขาอาจไม่ได้รู้สึกชอบไปกับคุณด้วย หากจุดเริ่มต้นในการทำคอนเทนต์มาแบบผิดที่ผิดโดยทางทำเนื้อหาที่ไม่ค่อยจะมีใครเขาสนใจ แม้เนื้อหาจะดีเพียงใดก็คงจะไม่มีใครสนใจเหมือนเดิม

2. คีย์เวิร์ดคำค้นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ หากอยากติดอันดับดี ๆเป็นคอนเทนต์ SEO บน google คุณต้องใส่คีย์เวิร์ดไว้ในคอนเทนต์

การทำงานของคอนเทนต์ที่จะติดอันดับบน google ได้นั้นต้องอาศัย “คีย์เวิร์ด” หรือคำค้นหาที่อยู่ในตัวคอนเทนต์ คอนเทนต์ใดที่มีคีย์เวิร์ดประกอบอยู่มากก็จะมีโอกาสที่ google จะหาคอนเทนต์นั้นเจอได้ง่ายกว่าคอนเทนต์ที่ไม่มีคีย์เวิร์ดอยู่เลย ดังนั้นหากคิดจะทำคอนเทนต์ให้ติด SEO คุณจะต้องสนใจในเรื่องของการใส่คีย์เวิร์ดลงไปในคอนเทนต์ที่คุณสร้างเสมอ โดยมากจำนวนคีย์เวิร์ดที่นิยมใส่กันจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 3% ของจำนวนคำทั้งหมด

3. ถ้าไม่รู้จะใช้คีย์เวิร์ดแบบไหนมาทำคอนเทนต์ SEO “Google keyword planner” ช่วยคุณได้

การใส่คีย์เวิร์ดลงไปในคอนเทนต์อาจฟังดูเป็นเรื่องง่าย ๆแต่เชื่อหรือไม่ว่าการจะเลือกเอาคีย์เวิร์ดใดมาใส่เพื่อทำคอนเทนต์ SEO นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย เพราะคีย์เวิร์ดที่เราคิดว่าน่าจะใช้ได้ก็อาจจะไม่ใช่คำค้นยอดนิยมใน google ก็ได้ แต่ตัวของ Google keyword planner ช่วยคุณได้ เพียงแค่คุณมีเนื้อหาที่จะทำคอนเทนต์อยู่ในใจคุณสามารถใช้ Google keyword planner ในการเลือกคำค้นหาที่ถูกค้นบ่อย ๆ และตรงกับเนื้อหาของคอนเทนต์ที่คุณกำลังจะทำเพื่อนำมาใช้ในคอนเทนต์ของคุณ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้คีย์เวิร์ดดี ๆที่มีคนใช้ในการค้นหาบน google อยู่บ่อย ๆมาใช้ในการสร้างคอนเทนต์แล้ว

4. ชื่อเรื่องควรจะมีคีย์เวิร์ดเป็นส่วนประกอบแล้วมีส่วนขยายที่เรียกว่า Long tail keyword 

หลายคนเมื่อได้คำคีย์เวิร์ดมาใช้ในการทำคอนเทนต์ SEO ก็จะเกิดคำถามที่ว่าแล้วจะเริ่มใส่คีย์เวิร์ดลงไปตั้งแต่ตอนไหน คำแนะนำก็คือให้ใส่คีย์เวิร์ดลงไปตั้งแต่ชื่อเรื่องของคอนเทนต์เลย แล้วขยายความคีย์เวิร์ดนั้นด้วยวลีสั้น ๆที่เรียกว่า long tail keyword เช่นหากคีย์เวิร์ดของคุณคือ “สถานที่ท่องเที่ยว” คุณอาจตั้งชื่อบทความที่มีคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้นว่า “10 สถานที่ท่องเที่ยวสุดโรแมนติกสำหรับคู่รัก” ก็ได้

5. สำหรับหัวข้อย่อยในคอนเทนต์คุณก็ต้องใส่คีย์เวิร์ดลงไปด้วยเสมอ

การใส่คีย์เวิร์ดลงในคอนเทนต์ไม่ได้ถูกจำกัดตำแหน่งการใส่เฉพาะหัวเรื่องหรือในตัวเนื้อหาภายในเท่านั้น คุณสามารถใส่มันลงไปในหัวข้อย่อยของคอนเทนต์อีกได้เช่นกัน จำไว้เสมอว่าหากคุณกระจายคำคีย์เวิร์ดลงไปในส่วนต่าง ๆทั่วทั้งคอนเทนต์ โอกาสที่คอนเทนต์นั้นจะติดอันดับ SEO บน google ก็มีสูง

6. คอนเทนต์ SEO ที่ดีจะต้องดึงความสนใจของคนให้อยู่ในเว็บไซต์ได้นาน

วิธีการหนึ่งที่ google ใช้นับและจัดอันดับคอนเทนต์ SEO ก็คือการที่มีคนเข้าไปอยู่ในหน้าเว็บไซต์หรือหน้าเพจคอนเทนต์นาน ๆเพราะฉะนั้นหากคุณคิดจะทำคอนเทนต์ให้ติด SEO คุณจำเป็นต้องวางแผนออกแบบการสร้างคอนเทนต์ให้ดี โดยเฉพาะในย่อหน้าแรกที่เป็นบทเกริ่นนำที่คุณต้องทำมันออกมาให้น่าสนใจและดึงดูดมากพอที่จะทำให้คนที่อ่านคอนเทนต์เกิดความรู้สึกอยากจะตามไปอ่านเนื้อหาที่เหลือต่อ เพราะในยุคนี้อะไรที่ดูไม่น่าสนใจมากพอ คนมักจะไม่อดทนอ่านต่อจนจบ

7. มี internal link เชื่อมโยงไปยังเนื้อหาอื่น ๆภายในเว็บไซต์

อีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยตรึงคนให้อยู่ภายในเว็บไซต์ของเราได้นานขึ้นก็คือการทำ internal link เพื่อเชื่อมโยงเนื้อหาจากหน้าเพจปัจจุบันไปยังเนื้อหาอื่น ๆที่คุณอยากให้คนที่เข้ามาได้เห็นภายในเว็บไซต์ของคุณเอง วิธีการนี้จะช่วยทำให้ google จดจำเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้นในฐานะเว็บไซต์คุณภาพ และเพิ่มโอกาสในการติดอันดับบนหน้า google ได้มากยิ่งขึ้น

8. คอนเทนต์ที่ดีจะต้องเป็นมิตรกับการแสดงผลบนหน้าจอของโทรศัพท์มือถือ

คุณคิดว่าในยุคนี้ผู้คนรับข่าวสารผ่านทางอุปกรณ์สื่อสารช่องทางใดมากที่สุด คำตอบก็คือ “โทรศัพท์มือถือ” นั่นเอง เพราะฉะนั้นคุณต้องออกแบบเว็บไซต์และคอนเทนต์ให้เอื้อประโยชน์ต่อการแสดงผลบนหน้าจอของโทรศัพท์มือถือจึงจะเพิ่มโอกาสในการมองเห็นของผู้คนอันจะส่งผลต่อการติดอันดับดี ๆในหน้า google ได้

การสร้างคอนเทนต์ให้ติดอันดับดี ๆบนหน้า google หรือที่เรียกกันว่าการทำคอนเทนต์ SEO ไม่ใช่เรื่องที่ยากเลยหากคุณเข้าใจหลักและเทคนิคในการทำแต่สิ่งที่คุณควรจะคำนึงถึงเสมอก่อนการทำคอนเทนต์ใด ๆก็ตามนั่นก็คือ “คอนเทนต์ที่คุณทำต้องเป็นคอนเทนต์คุณค่าหรือ value content”เท่านั้นจึงจะเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์นั้นเป็นที่จดจำและถูกส่งต่อหรือบอกต่อได้มาก แม้นว่าคุณจะใส่คีย์เวิร์ดต่าง ๆไว้ในคอนเทนต์มากเพียงใดหรือใช้สารพันเทคนิคสร้างคอนเทนต์ SEO ออกมาได้สำเร็จ แต่ถ้าคอนเทนต์ที่คุณทำไม่ได้สร้างประโยชน์ใด ๆต่อเลย โอกาสที่คอนเทนต์นั้นจะถูกพูดถึงหรือบอกต่อก็จะยิ่งน้อยลงตามไปด้วยและคงไม่มีโอกาสได้เปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งอื่นซึ่งเป็นสิ่งที่คุณต้องการจริง ๆจากการทำคอนเทนต์นั้น

การทำ SEO สำหรับ Content Marketing

Content is King!

หากคุณเป็นนักการตลาดสาย Content Marketing และหากว่า SEO ไม่ได้เป็นเรื่องที่คุณถนัด โดยเฉพาะการนำมาประยุกต์ใช้กับคอนเทนต์ของคุณ เปลี่ยนคอนเทนต์ที่มีคุณภาพไปเป็น คอนเทนต์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตรกับ search engine (google)

ความแตกต่างระหว่าง SEO กับ Content Marketing

ถึงแม้ว่า SEO จะเป็นเรื่องของเทคนิคอล และค่อนข้างจะเน้นเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งในการพัฒนาหรือปรับปรุง แต่ในการนำเสนอคุณค่าผ่าน Content ออกไปนั้น ควรจะนำเทคนิคที่ใช้ในการทำ SEO มาประกอบกันเพื่อให้คอนเทนต์ของคุณประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันเราไม่สามารถแยก SEO และ Content Marketing ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด เราควรจะมองทั้งสองสิ่งนี้เป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกัน หาก SEO นั้นมีความปรารถนาอะไรก็ตาม Content Marketing จะต้องเป็นส่วนที่เข้าไปเติมเต็มความปรารถนานั้นนั่นเอง

เริ่มต้นด้วย Keyword Research

แม้ว่าเทคนิคในการทำ SEO นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยบ้าง แต่หลักหรือใจความของมันนั้นยังคงวนเวียนอยู่กับสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “keywords” คำค้นหาหรือประโยคที่นำพาผู้คนมาสู่คอนเทนต์ของเรานั่นเอง การทำ keyword research นั้นถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ก่อนที่จะนำมันไปใช้ในคอนเทนต์หรือบทความ

Keyword Planner | Google Ads

Keyword Planner เป็นเครื่องมือฟรีจาก Google เพียงมีบัญชี Google Ads (ไม่ต้องซื้อโฆษณาก็ได้ แต่ข้อมูลจะไม่ละเอียดเท่ากับบัญชีที่เคยผ่านการทำโฆษณา) เครื่องมือนี้ยังสามารถบอกว่าการแข่งขันในหน้าค้นหานั้น ยาก-ง่าย ขนาดไหน

Keyword Ideas| Keyword Planner

เราอาจจะเริ่มต้นด้วย keyword หลักที่เราต้องการจะโฟกัส และเรายังสามารถหา long-tail keywords ได้เพิ่มเติมจาก Keyword Planner เพื่อให้คุณนำไปใช้ประกอบการเขียนบทความหรือคอนเทนต์ของคุณได้อีกด้วยเทคนิคที่ผมมักจะใช้ประจำในการหา keyword มาเขียนคอนเทนต์ก็คือ

  1. ในแต่ละบทความหรือคอนเทนต์ ควรจะมี keyword หลักที่จะเขียนถึงเพียง keyword เดียว
  2. ค้นหา keyword ที่มีการค้นหาเยอะๆ แต่มีการแข่งขันน้อยๆ High Volumn – Low Competition KW
  3. เตรียม long-tail KW ที่สอดคล้องกับ keyword หลักไว้อย่างน้อย 10-20 คำหรือประโยค

เลือก SEO Strategies ให้เหมาะสมกับ Content Marketing

แน่นอนว่าคนที่มีความรู้เทคนิคด้าน SEO นั้นจะคุ้นเคยกับ On-Page และ Off-Page กันเป็นอย่างดี แต่ว่าบทความนี้เราจะไม่ลงรายละเอียดในส่วนของ Off-Page เราจะแนะนำให้นักการตลาดสาย Content Marketing นำเทคนิคของ SEO แบบ On-Page ไปปรับใช้ในคอนเทนต์หรือบทความของคุณกัน

  • Title ของคุณควรเริ่มต้นด้วย keyword โดยพยายามอย่าให้เกิน 60 ตัวอักษร หรือ 600 px
  • Description ของคุณนอกจากจะต้องมี keyword อยู่ด้วยแล้ว เนื้อหายังต้องกระชับ น่าอ่าน ชวนให้กดเข้าไปอ่านต่อ โดยพยายามอย่าให้เกิน 160 ตัวอักษร
  • การใส่ keyword ลงไปในชื่อ url (slug) นั้นเป็นเรื่องที่ดี
  • อย่าลืมที่จะใส่ keyword หลักของคุณลงไปใน Headline Tag (H1)
  • Sub Headline (H2,H3,…H6) สามารถใส่ keyword หลัก หรือ long-tail keyword ก็ได้ แนะนำว่าใส่แต่พอดีๆละกัน
  • เนื้อหาในบทความของคุณจะต้องมีประโยชน์ เนื้อหาสอดคล้องไปกับ Title และ Description ที่คุณพาผู้อ่านเข้ามายังเว็บไซต์ และอย่าลืมใส่ keywords หลักของคุณในย่อหน้าแรกด้วย
  • ใช้สื่อต่างๆเข้ามาประกอบในคอนเทนต์ของคุณด้วย ถ้าเป็นรูปภาพ อย่าลืมใส่ alt tag ให้แต่ละรูปภาพด้วย (แอบสอดแทรก keyword ก็ได้)
  • อย่าลืมใส่ลิงค์เชื่อมต่อบทความภายในเว็บไซต์ (internal link) และส่งไปเว็บไซต์ภายนอก (outbound link)
  • เว็บไซต์ควรจะเป็น responsive และโหลดไว
  • อย่า spam ใส่ keyword ลงไปในคอนเทนต์เยอะๆ เดี๋ยวจะโดนแบนได้

ถ้าคุณทำแต่คอนเทนต์ไม่ได้ทำเว็บไซต์ อาจจะงงๆว่า Title,Description และพวก H1,H2,…H6 และ alt tag คืออะไร

มาดูรูปตัวอย่าง 2 รูปนี้กันดีกว่า น่าจะช่วยให้เข้าใจขึ้นบ้าง โดยรูปแรกนี้คือ SERP หรือหน้าผลลัพท์ที่เกิดขึ้นหลังจากเราค้นหาในหน้า GOOGLE

Title and Description

  • สีน้ำเงินคือ <title> เราสามารถเขียนและให้ website developer ช่วยใส่ให้ได้
  • สีเขียวคือ url (slug) เราก็สามารถกำหนด และให้ทาง dev ช่วยจัดการได้เช่นกัน
  • สีดำคือ <description> เราเป็นคนเขียนตามหลัก seo และให้ทาง dev ช่วยใส่ให้ได้

ส่วนรูปนี้คือคอนเทนต์หรือบทความ หลังจากที่เราคลิ๊กเข้ามาอ่าน จะมีสองส่วนที่เราอาจจะต้องขอให้ dev ช่วยจัดการให้

  • Headline และ Sub Headline สามารถให้ทาง dev กำหนดได้ ว่าหัวข้อไหนเราต้องการให้เป็น H1 หรือ H2,H3… แต่ละเว็บไซต์จะแสดงผลหัวข้อเหล่านี้แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับดีไซน์
  • รูปภาพที่แสดงผลให้เราเห็น google จะไม่เข้าใจว่าคือรูปอะไร เราต้องบรรยายให้เค้ารู้สักหน่อยด้วย alt tag แอบแทรก keyword ไปด้วยก็ได้  (alt tag นั้นจะติดตั้งโดย dev เราจะมองไม่เห็นในหน้าคอนเทนต์)

จะเห็นว่าการทำ SEO On-Page นั้นจะต้องพึ่งพา content ที่ดีเป็นอย่างมาก แทบจะแยกออกจากกันไม่ได้เลย หากเราเข้าใจในหลักการทำงานของ SEO เราก็จะสามารถสร้างคอนเทนต์คุณภาพและยังเป็นมิตรกับ google ได้อีกด้วย

เราจะไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนในการเขียนบทความ SEO ให้ติดหน้าแรกบน Google ได้นั้น ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าว่าจะทำอย่างไร? ให้ผู้คนที่ผ่านเข้ามาอ่านคอนเทนต์ (Content) นั้นเห็นว่าคอนเทนต์ (Content) ที่เราต้องการจะส่งต่อมีความรู้และน่าสนใจหรือสามารถช่วยสร้างประโยชน์ให้ได้!

1. รวบรวมไอเดียก่อนเขียน

ลองนำคำถามที่เกิดจากลูกค้า หรือดูว่าสิ่งที่น่าสนใจและน่าจะเป็นสิ่งที่ลูกค้านั้นสนใจคืออะไร? พยายามรวบรวมให้ได้หลายๆ เรื่อง แล้วเลือกเรื่องที่ดีที่สุด หลังจากนั้นเราก็จะรู้แล้วว่าควรจะวางแผนไอเดียก่อนเริ่มเขียนได้อย่างไร

2. พาดหัวข้อดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ชื่อหัวข้อที่ดีจะสามารถทำให้คอนเทนต์ (Content) ของเราไปอยู่ในอันดับต้นๆ ของหน้า Google ได้ ยิ่งถ้าเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ผู้อ่านเห็นแล้วสะดุดตาจนต้องกดเข้าไปอ่าน ก็จะสามารถดึงดูดคนเข้ามาและปิดการขายได้ง่าย

3. คำนำก่อนเข้าเรื่อง

จะต้องเขียนบอกผู้อ่านถึงสิ่งที่เขาจะได้อ่านในคอนเทนต์ (Content) นี้ ให้เล่าเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน เกริ่นถึงความน่าสนใจของคอนเทนต์ (Content) และเจาะจงถึงสิ่งที่ผู้อ่านต้องการรับรู้ มันจะทำให้ผู้อ่านรู้ว่าสิ่งที่เขาจะได้อ่านนั้นมีประโยชน์ต่อเขาจริงๆ

4. พูดเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย

คอนเทนต์ (Content) ที่ดี คือคอนเทนต์ (Content) ที่มีการเจาะจงถึงกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะ ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มทำคอนเทนต์ (Content) เราต้องรู้ก่อนว่าควรเล่นคอนเทนต์ (Content) แบบไหน กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร เราต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าให้มากๆ เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น

5. พยายามสอนมากกว่าขาย

หากต้องการที่จะส่งต่อความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ให้พยายามคิดอยู่เสมอว่า เนื้อหาเหล่านี้มีประโยชน์ต่อผู้อ่านไหม? หรือผู้อ่านจะรู้ถึงประโยชน์ของเนื้อหาเหล่านี้หรือไม่? แต่อย่าพยายามทำคอนเทนต์ (Content) ที่เหมือนกับการคุยโวโอ้อวดสรรพคุณของธุรกิจมากจนผู้อ่านรับรู้ได้ อย่าลืมว่าเป้าหมายของการทำคอนเทนต์ (Content) คือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับผู้อ่าน และให้ผู้อ่านกลายมาเป็นลูกค้าของธุรกิจเรา

seo google Search Engine Optimization

ขั้นตอนการเขียนบทความให้เอื้อต่อ SEO สร้าง content (Search Engine Optimization)

ขั้นที่ 1 : เลือกหัวข้อที่จะเขียน ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย โดยเลือกจาก

– ความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย (Persona)
– สังเกตหัวข้อที่นิยมจากบล็อกคู่แข่ง (Competitor Blogs)
– สังเกตหัวข้อที่นิยมจากกลุ่มสนทนาในแวดวงธุรกิจของเรา (Group)

ขั้นที่ 2 : ค้นหาคีย์เวิร์ดที่คนใช้เสิร์ชเยอะและตรงกับเนื้อหาที่เรานำเสนอ ทำได้โดย

– พิมพ์บนช่องการค้นหาบน Google และดูคำยอดนิยมในแถบที่แสดงขึ้นมา
– ใช้ Google Keyword Planner เพื่อดูปริมาณการค้นหาคีย์เวิร์ดนั้นๆ รวมถึงราคาคีย์เวิร์ด และคำใกล้เคียงเป็นไอเดียในการเลือกใช้ด้วย

ขั้นที่ 3 : เขียนเนื้อหาที่ครอบคลุม และมีความยาวบทความไม่สั้นจนเกินไป

– เนื้อหาควรครอบคลุมหลายๆ คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง
– ความยาวบทความไม่สั้นจนเกินไป Google มักจะชอบบทความยาว เพราะสามารถทำความเข้าใจว่าบทความนั้นเกี่ยวกับอะไรได้ดีกว่าบทความสั้นๆ

ขั้นที่ 4 : เขียนคอนเทนต์ (Content) คุณภาพให้เอื้อประโยชน์ต่อผู้อ่าน

– ไม่เขียนย่อหน้าแรกยาวจนเกินไป จนไม่ดึงดูดใจให้อ่านต่อ
– ใส่มีเดียอื่นๆ ลงไปด้วย เช่น รูปภาพ วิดีโอ พอดแคสต์

ขั้นที่ 5 : นำคีย์เวิร์ดที่ค้นหามาใช้กับคอนเทนต์ (Content)

– ใส่คีย์เวิร์ดลงใน Headline
– ใส่คีย์เวิร์ดลงใน Meta Description
– ใส่คีย์เวิร์ดไว้ในลิงก์ URL
– ใส่คีย์เวิร์ดไว้ในรูปภาพ วางคีย์เวิร์ดไว้ใน 100 คำแรกของหน้าเว็บไซต์
– ใส่ Internal link เพื่อลิงก์ไปบทความอื่นๆ ด้วย

ขั้นที่ 6 : แชร์บนโซเชียลมีเดีย

– เพิ่มช่องทางในการเข้าถึงบทความอื่นๆ เพื่อเพิ่มปริมาณการเข้าชม
– ยิ่งมีปริมาณการเข้าชมเยอะมากขึ้น อันดับการค้นหาก็จะยิ่งสูงขึ้น

ขั้นที่ 7 : วิเคราะห์ผลลัพธ์

– วิเคราะห์ผลผ่าน Google analytics เพื่อดูพัฒนาการสิ่งที่ดีขึ้น และสิ่งที่ต้องปรับปรุง เพื่อพัฒนาบทความต่อๆ ไป

ซึ่งสาเหตุที่เราต้องเขียนบทความให้ถูกหลัก SEO นั้น ก็เนื่องมาจากการเขียนบทความให้ถูกหลัก SEO รับทำ SEO จะทำให้บทความบนเว็บไซต์ของคุณมีโอกาสติดหน้าแรกบน Search Engine เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกบน Google ก็จะส่งผลให้มีจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อมีคนเข้าชมเว็บไซต์เป็นจำนวนมากก็จะทำให้ธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จัก ทำให้เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการได้มากขึ้น แต่ถ้าเว็บไซต์ของคุณไม่ติดหน้าแรกบน Google ก็มีโอกาสน้อยมากที่จะมีคนคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ หรือคลิกเข้ามาอ่านบทความของคุณ

 

 

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *