5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการกินยา

รู้จัก ชนิดของยา

การรู้จักชนิดของยาอาจช่วยให้เราใช้ยาแต่ละชนิดได้ระมัดระวังมากขึ้น โดยยาที่ใช้กันในปัจจุบันแบ่งออกได้ 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

  • ยาที่สามารถซื้อได้เอง หรือ ยา OTC
    ยา OTC (Over-The-Counter) เป็นยาที่ทุกคนสามารถซื้อได้ตามร้านขายยาและร้านสะดวกซื้อโดยไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองแพทย์ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้อักเสบ ยาแก้ไอ ยาแก้แพ้ และยาอื่น ๆ อีกหลายชนิด โดยส่วนใหญ่ ยา OTC สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยตามคำแนะนำบนฉลาก แต่ก็อาจมีความเสี่ยงของผลข้างเคียงได้
  • ยาตามใบสั่งแพทย์
    ยาชนิดนี้ก็มีลักษณะที่ตรงตามกับชื่อ คือ จำเป็นต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ หลังจากที่ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่ง แพทย์อาจสั่งจ่ายยาจากสถานพยาบาลหรือให้ใบสั่งยากับผู้ป่วยเพื่อนำมาแสดงเพื่อรับสิทธิการซื้อตามร้านขายยา ยาตามแพทย์สั่งส่วนใหญ่มักใช้รักษาโรคที่มีความเฉพาะ เช่น โรคติดเชื้อ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ภาวะซึมเศร้า และอีกหลายโรค โดยส่วนใหญ่มักเป็นโรคเรื้อรัง และแน่นอนว่ายาตามแพทย์สั่งเสี่ยงต่อผลข้างเคียงมากกว่ายา OTC

สำหรับยาที่ระบุบนฉลากว่า ยาอันตราย เป็นยาที่มีลักษณะการกินหรือการใช้ที่เฉพาะและมีข้อควรระมัดระวังมากกว่ายาที่ไม่ได้ระบุ สามารถพบได้ทั้งในยา OTC และยาตามแพทย์สั่ง

2. กินยาให้ตรงโรค ตรงอายุ และตรงขนาด

3 สิ่งนี้ส่งผลต่อรักษาโรคไม่น้อย ก่อนกินยาทุกชนิด คุณควรทราบก่อนว่าอาการหรือปัญหาสุขภาพของคุณคืออะไร และมีสาเหตุจากอะไร เพราะการกินยาที่รักษาได้อย่างตรงจุดจะช่วยลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงและทำให้หายป่วยได้เร็วขึ้น หากไม่แน่ใจเกี่ยวกับอาการป่วยและสาเหตุ ควรปรึกษาเภสัชกร เพราะแม้ว่ายาบางตัวอาจให้ผลลัพธ์ที่คล้ายกัน แต่การออกฤทธิ์ต่างกัน ดังนั้น ยาบางชนิดจึงไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้

อีกทั้งคนในแต่ละช่วงอายุมีสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเด็กที่ระบบในร่างกายยังพัฒนาไม่สมบูรณ์และผู้สูงอายุที่ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ หากกินยาผิดโรคและผิดขนาดก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียง

นอกจากนี้ขนาดของยาเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะการกินยาผิดขนาดไม่ว่ามากหรือน้อยย่อมส่งผลเสีย อย่างทำให้ป่วยนานขึ้นหรือเสี่ยงต่อการได้รับยาเกินขนาด โดยส่วนใหญ่ ยาที่เราใช้มักคำนวณจากน้ำหนักตัว ดังนั้นหากซื้อหรือได้รับยาหลังจากคุยแพทย์และเภสัชกร ควรกินยาตามขนาดที่แพทย์และเภสัชกรแนะนำ

ตัวอย่างของการกินยาผิดชนิดที่พบบ่อยในบ้านเรา คือ การใช้ยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics) เมื่อเป็นโรคหวัด อันที่จริงแล้ว โรคหวัดเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสที่มักหายได้เอง แต่ยาฆ่าเชื้อใช้สำหรับการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ดังนั้นการกินยาฆ่าเชื้อเพื่อรักษาโรคหวัดจึงเป็นการใช้ยาที่ไม่ตรงจุดและไม่ได้ประโยชน์ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อผลข้างเคียง อย่างเชื้อดื้อยาได้ด้วย

อีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้ยาผิดช่วงอายุและผิดขนาด คือ การใช้ยาแก้ไข้ชนิดน้ำสำหรับเด็ก เพราะแม้ว่าจะเป็นตัวยาเดียวกัน แต่ยาน้ำของเด็กแบ่งออกเป็นหลายขนาด คุณพ่อคุณแม่จึงควรอ่านฉลากก่อนซื้อเสมอ ด้วยเหตุนี้ ก่อนกินยาชนิดใดก็ตาม ควรทราบเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของตนเองก่อน หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรเพื่อการรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

3. กินยาตามเวลา

หลายคนมักสงสัยทุกครั้งที่ต้องกินยาว่ายาก่อนอาหาร หลังอาหารกินยังไง และทำไมต้องก่อนและหลัง ซึ่งสาเหตุและวิธีกินยาตามเวลามีดังนี้

  • ยาก่อนอาหาร ควรกินก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที หากลืมกินยาก่อนอาหาร ควรเว้น 2 ชั่วโมงหลังอาหาร เพราะยาก่อนอาหารส่วนใหญ่ ควรใช้เมื่อท้องว่างเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่ หากเลย 2 ชั่วโมงและใกล้เวลาของยามื้อต่อไป สามารถข้ามไปกินยาก่อนอาหารของมื้อถัดไป โดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณยา
  • ยาหลังอาหาร ควรกินหลังอาหาร 15–30 นาที หากเกิน 30 นาที สามารถข้ามไปกินยาหลังอาหารในมื้อถัดไปได้โดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณ หากจำเป็นต้องกินยา ควรกินอาหารมื้อเล็ก ๆ รองท้องก่อนเสมอ
  • ยาหลังอาหารทันที ควรกินหลังหรือพร้อมกับมื้ออาหาร หากลืมสามารถข้ามไปกินพร้อมกับอาหารมื้อถัดไปได้โดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณยา หากเป็นยาสำคัญ ควรกินอาหารมื้อเล็ก ๆ รองท้องก่อนเสมอ

ยาหลังอาหารและยาหลังอาหารทันทีมักเป็นยาที่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหารจึงจำเป็นต้องกินร่วมกับอาหารเพื่อลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง

  • ยาก่อนนอน ควรกินก่อนเข้านอนราว 15–30 นาที เนื่องจากยากลุ่มนี้อาจให้ง่วงซึม คลื่นไส้ หรือเวียนศีรษะได้ หากลืมกิน สามารถข้ามไปกินในคืนถัดไปได้เลยไม่ต้องเพิ่มปริมาณยา และไม่ควรกินในเวลากลางวันหรือตอนเช้า เพราะผลข้างเคียงอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตและอาจเพิ่มความเสี่ยงของอุบัติเหตุได้
  • ยากินเมื่อมีอาการ ควรกินเมื่อกินเมื่อมีอาการหรือคาดว่ากำลังจะมีอาการ อย่างยาแก้ไข้ ยาแก้ปวด และยาแก้แพ้ อย่างไรก็ตาม แม้จะเรียกว่ายากินเมื่อมีอาการ แต่ก็ควรใช้ตามที่ฉลากยาระบุไว้

อาจมียาแบบอื่นที่แพทย์อาจแนะนำให้กินในเวลาที่แตกต่างกันไป ซึ่งควรใช้ตามที่แพทย์แนะนำ

4. รู้จักสัญญาณอันตรายจากการกินยา

อาการผิดปกติหลังกินยาพบได้ 2 แบบหลัก ๆ ดังนี้

  • ผลข้างเคียง
    ผลข้างเคียงเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นได้จากการใช้ยาทุกชนิด พบได้ตั้งแต่ไม่รุนแรง ปานกลาง และรุนแรง แต่ส่วนใหญ่มักเป็นผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่หากรู้สึกว่าอาการเหล่านั้นรุนแรงขึ้นหรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรไปพบแพทย์ สำหรับคนที่ใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน ควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากยาบางชนิดหากใช้ร่วมกันอาจเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงได้
  • อาการแพ้ยา
    แพ้ยาเป็นภาวะที่อันตรายและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ สามารถสังเกตได้จากอาการแพ้ อย่างผื่นแดงคันตามร่างกายและดวงตา อาการบวมตามผิวหนัง ดวงตา ใบหน้า ริมฝีปาก และลำคอ อาการปวดท้องรุนแรง เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หายใจไม่ออก เสียงแหบ และแน่นหน้าอก หากพบสัญญาณของอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์ทันที

5. ไม่บด หัก หรือแกะยาออกจากแคปซูล

ยาส่วนใหญ่ที่เราใช้กันมักอยู่ในรูปแบบของยาเม็ดและแคปซูล ซึ่งรูปแบบของยาถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้กินได้ อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษามากที่สุด เช่น ปกป้องตัวยาจากกรดในร่างกาย ช่วยเรื่องการดูดซึม ช่วยให้ยาออกฤทธิ์ได้นาน หรือช่วยให้กินได้ง่ายขึ้น

ดังนั้นควรกินยาที่อยู่ในรูปแบบเดิม ไม่บด หัก ผสม หรือนำยาออกจากแคปซูล ไม่เพียงเท่านั้น การบดหรือแกะยาออกจากแคปซูลอาจเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงและการได้รับยาเกินขนาดด้วย หากมีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนยาเม็ด ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยารูปแบบอื่น

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *