​การออกแบบบ้าน House Design

​การออกแบบบ้าน House Design และสวนหน้าบ้าน

อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ได้สัมผัสธรรมชาติ และได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี “บ้าน” ควรจะสร้างเพื่อความสุขตามอัตภาพของผู้อยู่อาศัย ความเป็นมนุษย์คือการได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ในการออกแบบบ้านสิ่งที่สำคัญในการนำมาพิจารณา ก็มีอยู่หลายประการ ดังนี้

  1. การจัดพื้นที่เป็นสัดส่วน การจัดพื้นที่ภายในบ้านให้เป็นสัดส่วนสามารถลดปัญหาขัดแย้งภายในบ้านได้เช่น การฟังเพลง การดูโทรทัศน์ การทำการบ้าน การนอน การทานอาหาร การทำครัว การสังสรรค์ หรือประหยัดพลังงานเมื่อใช้เครื่องปรับอากาศ หรือป้องกันเสียง และกลิ่นรบกวน หรือป้องกันยุง
  2. แสงธรรมชาติ แสงธรรมชาติควรจะมาจาก ส่วนบนของห้อง การจัดให้ทุกพื้นที่ ได้รับแสงธรรมชาติ ช่วยสร้างให้เกิดบรรยากาศที่น่า  จะทำให้การกระจายแสงดี และแสงไม่จ้า ดังนั้น สีของเพดานจึงควรจะเป็นสีออกสว่าง ส่วนสีผนัง หากใช้สีสว่างเกินไปจะจ้า จึงควรคล้ำลงบ้าง
  3. การระบายอากาศ ห้องทานอาหาร ห้องพักผ่อน ห้องที่ควรจะใช้หลักการระบายอากาศตามธรรมชาติ ได้แก่ ห้องน้ำ ห้องครัว เป็นต้น
  4. ห้องนอนซึ่งเป็นห้องที่คนใช้เวลาอยู่มากที่สุด การปรับอากาศ ใช้เครื่องปรับอากาศกันเป็นส่วนใหญ่ ห้องนอนจึงต้องออกแบบให้มีสภาพของห้องเย็น คือมีฉนวนป้องกันความร้อนอย่างดี จึงจะใช้เครื่องปรับอากาศเล็กนิดเดียว แล้วจะได้ไม่เปลืองไฟ ตำแหน่งของเครื่องระบายความร้อน ต้องไม่รบกวน และไม่นำความร้อนกลับเข้ามา ส่วนของเครื่องเป่าลมเย็น จะต้องไม่เป่าโดนตัวให้การกระจายลมดี และทำความสะอาดได้ง่าย
  5. การป้องกันเสียง เสียงรบกวนมักจะมาจาก เสียงรบกวนจากข้างบ้าน จากถนน กิจกรรมในบ้าน เครื่องระบายความร้อน ห้องน้ำ ดังนั้น จึงควรป้องกันเสียงจากที่ต่างๆนี้ เช่น การใช้หน้าต่าง ที่ไม่เปิดรับเสียงรบกวนจากภายนอกโดยตรง, การจัดแบ่งพื้นที่การใช้งานให้เป็นสัดส่วน, การกั้นผนังห้องน้ำยันพื้นเพดาน และใช้ประตูทึบ, การกั้นผนังห้อง การตั้งเครื่องระบายความร้อน ไม่ให้เสียงรบกวนบ้านของตัวเอง และ บ้าน ของคนอื่น

 1. งานขั้นวางแผนแนวทางการออกแบบ ( Programming Phase )

ขั้นการให้คำปรึกษาและขอข้อมูลสำหรับการออกแบบของโครงการจากเจ้าของโครงการ เพื่อทำการสรุป ความต้องการขั้นต้น ของลูกค้า หรือ เจ้าของโครงการ
1.1 รับข้อมูล วัตถุประสงค์ และความต้องการของผู้ว่าจ้าง ข้อมูลที่จำเป็นต่อการขอคำปรึกษาจากนักออกแบบตกแต่งภายในได้แก่
1.1.1. ขนาด ที่ตั้งและรูปร่างของโครงการหรืออาคารที่จะทำการตกแต่ง
1.1.2. งบประมาณที่ได้ตั้งใจไว้
1.1.3. รูปแบบหรือ Style ที่ชอบเป็นพิเศษ
1.1.4. ความต้องการหรือประโยชน์ใช้สอยที่ต้องการจากพื้นที่นั้นๆ
1.1.5. ข้อจำกัดต่างๆ ในงานออกแบบ (ถ้ามี) และ
1.1.6. ของประดับใดหรือสีใดที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ และต้องการให้มีในงานออกแบบ (ถ้ามี)

เพื่อปรับความเข้าใจต่าง ๆ ให้ตรงกัน และบ่อยครั้งที่ลูกค้าใช้การพูดคุยในขั้นตอนนี้เพื่อพิจารณาตัวสถาปนิก โดยในขั้นตอนนี้อาจจะมีการพบปะพูดคุยระหว่างสถาปนิก และลูกค้ามากกว่า 1 ครั้ง ว่าสามารถทำงานด้วยกันได้หรือไม่น่าเชื่อถือเพียงใด และมีความสามารถ หรือรูปแบบของงานตรงกับ ความต้องการของลูกค้าหรือไม่ และในทำนองเดียวกัน สถาปนิก ส่วนใหญ่ก็จะใช้ขั้นตอนนี้ ในการพิจารณาว่าจะรับงานของลูกค้ารายนั้นหรือไม่ ด้วยเช่นกัน

Modern Home แบบบ้านสวย ออกแบบและตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น
Modern Home แบบบ้านสวย ออกแบบและตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น


1.2 เสนอแนวความคิดในการออกแบบ (
 Preliminary Concept )
รูปแบบการออกแบบ (Style) รวมทั้งแบ่งพื้นที่ ใช้สอยคร่าวๆ (Zoning) หรือวางผังพื้นที่ใช้สอย อย่างง่ายๆ (Lay-out Plan) เพื่อให้ลูกค้าทำการพิจารณา สถาปนิก จะทำการวางแนวความคิดในการออกแบบคร่าวๆให้กับลูกค้าทำการ พิจารณา การแบ่งพื้นที่ทั้งหมดว่าตรงกับความต้องการใช้งานจริง ของลูกค้าหรือไม่

2. งานออกแบบร่างขั้นต้น ( Schematic Design Phase )

ผ่านการอนุมัติ สถาปนิก จะนำแนวความคิดในการออกแบบ และผังพื้นที่ในการใช้สอย จากลูกค้าแล้วมาพัฒนาเป็น แบบร่างอย่างง่ายๆ เพื่อให้ ลูกค้าเกิดจินตภาพ ได้ว่างานออกแบบทั้งหมด จะออกมาเป็นอย่างไร โดยสถาปนิกจะทำการนำเสนอเป็นภาพ Sketch หรือ Perspective หรือ Model ก็ได้
    2.1 แบบร่างขั้นต้นแสดงถึงการใช้สอยพื้นที่ในอาคาร ( Layout Plans )
    2.2 Black White Perspective Sketch รูปทัศนียภาพ ขาว-ดำ 
    2.3 การเสนองบประมาณค่าใช้จ่าย ( Preliminary Budget )
สถาปนิกจะพัฒนาในขั้นตอนต่อไป และลูกค้าอาจจะขอปรับแบบได้ เมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้ว ลูกค้าจะเริ่มเข้าใจและมองเห็น หน้าตาของงานออกแบบ  แต่ไม่ควรจะแก้ไขแบบจนผิดไปจาก แนวความคิดใน การออกแบบและผังที่ได้วางเอาไว้ เพราะจะทำให้สถาปนิก ต้องกลับไป เริ่มต้นใหม่ทั้งหมดนอกจากนี้ จะกำหนดจำนวนครั้งใน การขอแก้ไขแบบในขั้นตอนนี้ไว้ไม่เกิน 2 ครั้ง เพื่อให้งานออกแบบไม่ยืดเยื้อ และแล้วเสร็จในระยะเวลาที่กำหนด

3. งานออกแบบขั้นพัฒนา ( Design Development Phase )

    3.1 Layout Plans แบบแปลนการจัดห้อง และพื้นที่ใช้สอยต่าง
    3.2 Color or Black White Perspective Views รูปทัศนียภาพ สี ขาว-ดำ
    3.3 รูปด้าน ( Elevation Drawings )
    3.4 Material Board ตัวอย่างการใช้สี และวัสดุอุปกรณ์
    3.5 แบบจำลอง ( Model ) ออกแบบบ้าน

โดยนักออกแบบมักจะนำเสนอเป็นภาพ Perspective ที่เสมือนจริงหรือ Model ในขั้นตอนนี้ สถาปนิกจะทำการพัฒนาแบบ ต่อจากแบบร่างขั้นต้น  ที่ ใกล้เคียงกับงานออกแบบ ที่จะออกมามากที่สุด เพื่อให้ลูกค้าสามารถจินตนาการ งานทั้งหมด ได้ชัดเจน และในขั้นตอนนี้ลูกค้า อาจจะขอแก้ไขแบบร่าง ในส่วนรายละเอียดได้บ้าง แต่ไม่มากนัก เนื่องจากแบบในขั้นตอนนี้ มักจะได้รับการอนุมัติจากแบบร่างขั้นต้น เกือบทั้งหมดแล้ว อย่างไรก็ดี หากลูกค้าต้องการทำการแก้ไขส่วนหลักๆ ในแบบร่าง ใน ขั้นตอนนี้ บริษัทจะขอคิดค่าบริการเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นการเพิ่มงาน หรือจัดว่า เป็นงาน ออกแบบใหม่เลยทีเดียว

จัดสวนต้องใช้งบเท่าไหร่?

การจัดสวนมีค่าอะไรที่ต้องรู้บ้าง ? คำถามในใจของนักจัดสวนมือใหม่ที่ยังไม่พบกับคำตอบที่ถูกต้อง เรื่องเฉพาะทางแบบนี้หากประเมินจากสายตาตนเองก็อาจคลาดเคลื่อนและไม่ถูกต้องได้ พื้นที่เท่านี้ เราจะต้องใช้วัสดุประมาณเท่าไหร่ ต้องเริ่มจากตรงไหนก่อนถึงปลูกต้นไม้ลงสนามหญ้า

ราคาต้นไม้
ควรเลือก สไตล์สวน ให้ชัดเจนและศึกษาว่าต้นไม้ประเภทไหนเหมาะสมกับสไตล์สวนที่เลือกมา  อันดับแรกคือต้นไม้เพราะถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ  ไม่ว่าจะเป็นไม้ต้น ไม้พุ่ม ไม้คลุมดิน ไม้เลื้อย เพื่อความเข้าใจง่าย นักออกแบบจะแยกประเภทต้นไม้อย่างละเอียด และวาดแบบคร่าวๆ แล้วใช้สัญลักษณ์วงกลมลงตำแหน่งในจุดที่ต้องการปลูก หลังจากนั้นนับจำนวนต้นไม้ทั้งหมดในแต่ละประเภท และนำมาคูณกับราคาต่อต้น ก็จะได้ราคาประเมินออกมา

วัสดุและอุปกรณ์
วัสดุอุปกรณ์จึงเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินราคา ความสวยงามภายในสวนจำเป็นต้องใช้เครื่องมือและของตกแต่ง โดยแบ่งเป็นสองประเภท อันแรกเป็นวัสดุส่วนโครงสร้างเช่น ดินและทรายถม ดินผสม ยาฆ่าหญ้า ปุ๋ย และประเภทที่สองเป็นวัสดุตกแต่ง เก้าอี้สนาม น้ำพุ หิน แผ่นทางเท้า ตอไม้แห้ง ไม้ วิธีการประเมินราคาของวัสดุและอุปกรณ์นักออกแบบตกแต่งสวนจะยึดราคาจากตลาดและคำนวณผ่านพื้นที่สวนจริงที่ต้องนำมาใช้อย่างเหมาะสม

ราคาค่าแรงงาน ค่าแบบ ค่าดำเนินการ
เพราะการจ้างพนักงานมาช่วยจัดสวนมีตั้งแต่เริ่มจัดไปถึงการดูแลหลังจัดสวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว การลงแรงทำสวนมีราคาที่ต้องประเมินเช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับงบตามกำลังของผู้อยู่อาศัย หากสามารถดูแลรักษาสวนต่อเองได้ ต้องการให้จัดสวนเท่านั้น วิธีการคำนวณค่าแรงของคนงานจะอยู่ 300-500 บาทต่อวัน/คน ทำงาน 8-9 ชั่วโมงต่อวัน โดยมีพักกลางวัน 1 ชั่วโมง การจะจ้างพนักงานจัดสวนควรประเมินจำนวนคนตามพื้นที่หน้างานและระยะเวลาเป็นหลัก สำหรับผู้อยู่อาศัยที่ต้องการมีนักออกแบบสวน นักออกแบบจะคิดค่าออกแบบโดยประเมินราคาอยู่ที่ 5-10% จากการรวมค่าต้นไม้ ค่าวัสดุและอุปกรณ์และค่าแรงงาน และมีค่าดำเนินการอีก 20-25%  คำนวณเช่นเดิมคือนำราคาทั้งหมดมาหักเปอเซ็นต์

เสนอราคา
จุดสุดท้ายคือการรวมราคาทั้งหมดตั้งแต่ค่าต้นไม้ ค่าดำเนินการ ค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าแรง ค่าแบบ  และเสนอให้กับผู้อยู่อาศัย หากราคาทั้งหมดสูงเกินงบที่ผู้อยู่อาศัยตั้งใว้อาจลดราคาลงได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบบ เพียงแค่ลดจำนวนต้นไม้ในแต่ละตารางเมตรลง โดยปลูกให้ห่างขึ้น หรือเลือกซื้อต้นไม้ในขนาดที่เล็กลง หรือไม่ก็เปลี่ยนชนิดของต้นไม้

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *