แสงกระสือ : การยอมรับกันและกันในโลกที่ทุกคนล้วนแตกต่าง

จากตอนแรกที่ น้อย เห็น สาย เป็น กระสือ จนหวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ จนกระทั่งได้ฟังหลวงพี่พูดให้คำแนะนำว่า “เอ็งจงเชื่อในสิ่งที่ตาเอ็งเห็น แต่ถ้าเอ็งจะทำอะไรก็ทำในสิ่งที่ใจเอ็งเห็น” (ซึ่งกลายเป็นประโยคที่กระทบใจเราจังๆ) จากประโยคนี้เองที่เปลี่ยนให้น้อยเปิดใจและพยายามเข้าไปเรียนรู้ชีวิตของสายในอีกด้าน ทำให้น้อยค่อยๆ ยอมรับสายในเวอร์ชั่นที่เป็นกระสือ ก่อนจะเกิดเป็นฉากน่ารักๆ เช่นการเอาไก่สดๆ มายื่นส่งให้ สาย กับมือตอนเป็นกระสือ ซึ่งก็ชวนให้คนดูหัวเราะและยิ้มตามฉากนี้ไม่น้อย

พอมองจากฉากนี้แล้ว มันก็ช่วยทำให้เห็นว่าหากมนุษย์ยอมรับและพยายามเรียนรู้ พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ก่อนจะไปหวาดกลัว เราก็น่าจะมีความสุขมากขึ้นรึเปล่า เพราะอาจเป็นมนุษย์เองที่คิดไปว่าสิ่งนั้นอันตราย สิ่งนั้นไม่ใช่พวกพ้อง สิ่งนั้นต้องกำจัดให้สิ้นซาก ดังนั้นเราอาจจะต้องมองย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราอยากจะเป็นอย่างไร อยากจะมีโลกแบบไหน อยากจะเห็นอะไรเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ความสงบสุขหรือเปล่า ความรัก ความหวังดีหรือเปล่า

ตัวละครอีกตัวที่มีบทบาทเด่นไม่แพ้กันคือ ‘เจิด’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่เพิ่งมาเฉลยเกือบตอนท้ายๆ เรื่องว่าเขาเองก็รู้เช่นกันว่าสายเป็นกระสือ จึงพยายามปกป้องด้วยการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่พยายามตามล่ากระสือเพื่อสืบข้อมูลแผนการของคนกลุ่มนี้ แต่วิธีการของเจิด แม้จะเกิดจากความรักเหมือนกับกับที่น้อยรักสาย แต่มันกลับได้ผลลัพท์ที่ต่างออกไป เพราะเจิดเลือกจะบอกให้สาย ‘ปิดประตู ลงกลอนให้ดี’ ซึ่งหมายความว่า หากอมนุษย์อยากมีชีวิตปลอดภัย ก็ต้องอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเองเท่านั้น อย่าออกมาอยู่รวมกันกับมนุษย์ ท้ายที่สุด เมื่อตัวเองต้องกลายเป็นอมนุษย์ไปเสียเอง สิ่งที่เจิดเพิ่งเข้าใจคือการได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียมจากคนอื่น โดยเฉพาะจากคนที่เขารัก

แสงกระสือ

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *