ยาทาแก้ปวดเมื่อย

ยาทาแก้ปวดเมื่อย การออกฤทธิ์และวิธีเลือกใช้

สามารถหาซื้อได้ทั่วไป มีหลายรูปแบบให้เลือกใช้ ทั้งแบบครีม เจล โลชั่น สเปรย์ และแบบแผ่นแปะ ยาทาแก้ปวดเมื่อย ถือเป็นตัวช่วยที่สะดวกในการรับมือกับอาการปวดเมื่อย ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากอาการเคล็ดขัดยอกทั่วไป การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา และอาการจากโรคข้ออักเสบต่าง ๆ 

การเลือกยาทาแก้ปวดเมื่อยให้เหมาะสมกับอาการจะช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ยาทาแก้ปวดเมื่อยแต่ละชนิดและแต่ละยี่ห้อจะมีส่วนผสมและการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันไป  และฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้อย่างตรงจุด

การออกฤทธิ์ของยาทาแก้ปวดเมื่อย

การทำงานของยาทาแก้ปวดเมื่อยอาจแบ่งออกได้ 3 รูปแบบ คือ

1. บรรเทาอาการปวดบวม

ยาทาแก้ปวดเมื่อยแต่ละชนิดมีสารออกฤทธิ์และตัวยาที่ต่างกัน ซึ่งตัวยาที่ออกฤทธิ์แก้ปวดที่พบได้ในยาทาแก้ปวดเมื่อยจะเป็นกลุ่มยาแก้อักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์ (NSAID) เช่น ยาไดโคลฟีแนค (Diclofenac) ยาไพร็อกซิแคม (Piroxicam) รวมถึงยากลุ่มซาลิไซเลต (Salicylates) เมื่อทายาไปแล้ว ยาจะซึมผ่านผิวหนังและไปออกฤทธิ์ต้านการอักเสบและขยายหลอดเลือดเพื่อลดอาการปวดบวม

2. บรรเทาความรู้สึกปวด

หลายคนอาจเคยทายาแก้ปวดเมื่อยแล้วรู้สึกเย็นหรือร้อนตามผิวหนัง ยาทาแก้ปวดเมื่อยชนิดนี้ไม่ได้ออกฤทธิ์ต้านอาการปวดโดยตรง แต่เป็นการปรับการรับรู้ของผิวหนัง จึงช่วยให้รู้สึกถึงอาการปวดได้น้อยลง นั่นเป็นผลมาจากฤทธิ์ของสารเหล่านี้ โดยสารที่ให้ฤทธิ์เย็นที่มักพบ ได้แก่ เมนทอลและการบูร ส่วนสารที่ให้ฤทธิ์ร้อนและปรับเปลี่ยนการทำงานของเส้นประสาท อย่างเช่นสารแคปไซซิน (Capsaicin)

3. ทำให้เกิดอาการชา (Numb)

ยาทาแก้ปวดเมื่อย บางยี่ห้อมีส่วนผสมของยาชา อย่างลิโดเคน (Lidocaine) ยูฟ่า  เพื่อระงับอาการปวด เนื่องจากยาชาจะลดการรับรู้ของผิวหนังและกล้ามเนื้อส่วนที่ทายา โดยยาทาแก้ปวดเมื่อยมักมีส่วนประกอบที่ต่างกันไปในแต่ละยี่ห้อ ซึ่งในหนึ่งผลิตภัณฑ์อาจมีสารออกฤทธิ์หลายตัวผสมกัน

เลือกยาทาแก้ปวดเมื่อยอย่างไรดี?

วิธีเบื้องต้นในการเลือกยาทาแก้ปวดเมื่อยให้เหมาะสมกับอาการ สามารถใช้ระยะเวลาหลังบาดเจ็บเป็นตัวกำหนดในการเลือกใช้ยาทาแต่ละประเภทได้ ดังนี้

  • ยาทาแก้ปวดเมื่อยที่ให้ความรู้สึกเย็น เหมาะสำหรับอาการบาดเจ็บหรืออาการปวดที่เกิดขึ้นไม่เกิน 48 ชั่วโมงหรือภายหลังการบาดเจ็บทันที เช่น การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา การออกกำลังกาย หรือการบาดเจ็บทั่วไปในชีวิตประจำวันที่ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย โดยฤทธิ์เย็นจะเข้าไปช่วยลดการไหลเวียนของเลือดที่ทำให้เกิดอาการบวม
  • ยาทาแก้ปวดเมื่อยที่ให้ความรู้สึกร้อน เหมาะสำหรับอาการบาดเจ็บและอาการปวดที่เกิดขึ้นในช่วง 48‒72 ชั่วโมงหลังการบาดเจ็บ โดยนอกจากจะช่วยบรรเทาปวดแล้ว ฤทธิ์ร้อนยังกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ซึ่งลดอาการบวมและช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้ดีขึ้น

การใช้แผ่นแปะแก้ปวดเมื่อยสำหรับอวัยวะส่วนที่สามารถแปะแผ่นยาได้ สำหรับรูปแบบของยาทาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมและความสะดวก ส่วนยาในรูปแบบครีมหรือเจลสามารถใช้นวดหรือทาบริเวณที่ไม่เหมาะกับการใช้แผ่นแปะ อย่างหัวเข่า ข้อศอก และข้อต่อต่าง ๆ

โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคผิวหนัง โรคตับ ภาวะเลือดออกผิดปกติ เพื่อความปลอดภัยในการใช้ ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ หรืออยู่ระหว่างการใช้ยาอื่น นอกจากนี้ ควรใช้ยาตามฉลากและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ หลีกเลี่ยงการทายาลงบนผิวหนังที่เป็นผื่นหรือมีแผล หลีกเลี่ยงการใช้ยาทาแก้ปวดหลายชนิดพร้อมกัน เพราะอาจเสี่ยงต่อผลข้างเคียง ล้างมือทุกครั้งหลังใช้ยา และควรดูแลตนเองด้วยการพักการใช้งานอวัยวะที่บาดเจ็บหรือปวดเมื่อย

อาการปวดและการบาดเจ็บบางรูปแบบอาจมีวิธีเลือกยาทาแก้ปวดและวิธีรักษาที่ต่างกันออกไป หากเกิดอาการบาดเจ็บและอาการปวดที่รุนแรง เกิดอาการบวม เลือดออก ขยับอวัยวะที่บาดเจ็บไม่ได้ ควรไปพบแพทย์ทันที หรือหากพบอาการไม่รุนแรง แต่เป็นเรื้อรัง ใช้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือพบความผิดปกติหลังใช้ยา ควรไปพบแพทย์ด้วยเช่นกัน

ยาทาแก้ปวดเมื่อย
ยาทาแก้ปวดเมื่อย

ยาทาแก้ปวดมีกี่แบบ มีตัวยาอะไรบ้าง ?
แบบแผ่นแปะ ในปัจจุบันยานวดยาทาแก้ปวดกล้ามเนื้อจะมีให้เลือกใช้หลากหลายแบบด้วยกัน ทั้งแบบเจล, แบบครีม, แบบน้ำ, แบบสเปรย์พ่น

ส่วนผสมในยาทาแก้ปวดเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็น Menthol (สูตรเย็น), Methyl salicylate (สูตรร้อน) หรือแบบที่เป็นตัวยา NSAIDs (สูตรผสมตัวยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์) ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีคำแนะนำในการใช้ที่แตกต่างกันไปดังที่กำลังจะกล่าวถึงในหัวข้อด้านล่างครับ

ฤทธิ์ลดอาการปวดและอักเสบ NSAIDs (เอ็นเสด) : ยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่สเตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs หรือ NSAIDs) ตัวยาที่นิยมนำมาใช้ในยาทาแก้ปวดก็จะมี Diclofenac (ไดโคลฟีแนค), Diethylamine salicylate (ไดเอทิลลามีนซาลิไซเลต), Piroxicam (ไพร็อกซิแคม), Ibuprofen (ไอบูโพรเฟน), Ketoprofen (คีโตโพรเฟน), Indomethacin (อินโดเมทาซิน), Nimesulide (นิมีซูไลด์) เป็นต้น
ให้ความรู้สึกร้อน ช่วยคลายอาการปวดได้ดี Methyl salicylate (เมทิลซาลิไซเลต) : หลัก ๆ แล้วจะมีฤทธิ์ลดอาการปวด เพราะสามารถซึมผ่านผิวหนังได้อย่างอิสระและออกฤทธิ์ลดอาการปวดบริเวณที่มีอาการได้
Menthol (เมนทอล) : มีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดหดตัว ช่วยให้อาการปวด บวม แดงจะบรรเทาลง
อื่น ๆ เช่น
ลดอาการบวม Aescin (เอสซิน) เป็นสารสกัดจากพืช Horse Chest Nut มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการอักเสบ (เมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้นจะมีผลเพิ่มการผ่านของสารออกจากหลอดเลือด ซึ่ง Aescin จะมีฤทธิ์ยับยั้งการผ่านของสารจากหลอดเลือดเข้าสู่ช่องว่างของเนื้อเยื่อและเร่งการดูดกลับของสารน้ำที่ออกมา อันทำให้เกิดอาการบวม) และมีฤทธิ์เพิ่มความต้านทานของหลอดเลือดฝอย กำจัดอนุมูลอิสระ รวมถึงยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด
รวมถึงรอยผิวหนังแห้งแตก Camphor (การบูร) มีสรรพคุณช่วยแก้อาการปวด แก้เคล็ดบวม ขัดยอก แพลง อาการปวดข้อ ปวดเส้นประสาท

ยาทาในท้องตลาดช่วยรักษาอาการอะไรได้บ้าง ?

อาการตึงตัวของกล้ามเนื้อ
ปวดหลัง ปวดคอเนื่องจากนั่งทำงานหน้าคอมเป็นระยะเวลานาน
คอเคล็ด
การพลิก ขาพลิก หรือเคล็ด ขัดยอก
อาการฟกช้ำบวมจากการกระแทก
การบาดเจ็บระหว่างออกกำลังกาย
อาการปวดของกล้ามเนื้อ
ข้ออักเสบ

ควรใช้ยานวดสูตรร้อนหรือสูตรเย็น ​?

ร่วมกับมีอาการปวดบวม แดง อักเสบ ยาสูตรเย็น : เป็นยาที่มีส่วนผสมหลักเป็น Menthol เหมาะกับการบาดเจ็บแบบเฉียบพลัน เช่น เพิ่งเกิดอุบัติเหตุ เพิ่งเจ็บ เพราะความเย็นจะช่วยให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดออกน้อยลง และช่วยลดอาการปวดบวมแดงได้ โดยให้เริ่มใช้ภายใน 24-48 ชั่วโมง
ยานวดสูตรร้อน : เป็นยาทาที่มีส่วนผสมหลักเป็น Methyl salicylate เหมาะกับอาการปวดแบบไม่กระทันหัน ซึ่งอาจเป็นอาการปวดเรื้อรัง ปวดตึงกล้ามเนื้อ ปวดเคล็ดขัดยอก ปวดเมื่อยเบา ๆ ที่ไม่เจ็บมากนัก แต่ยังไม่หายสักที เนื่องจากยานวดสูตรร้อนจะช่วยทำให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น เวลาทานวดแล้วจะทำให้ผิวบริเวณนั้นรู้สึกร้อน ๆ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยปวดตึงกล้ามเนื้อได้ โดยให้เริ่มใช้หลังจากมีอาการผ่านไปแล้ว 48 ชั่วโมง
การเลือกใช้ยาทาแก้ปวดให้ตรงกับอาการ
เจ็บปวดแบบกระทันหัน (บาดเจ็บแบบเฉียบพลัน) : ควรเลือกใช้ยาทาสูตรเย็นเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดแบบฉับพลันเพื่อเป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หรือจะให้สะดวกรวดเร็วก็อาจเลือกใช้แบบสเปรย์เย็นกระป๋องสีเขียวก็ได้
NSAIDs และตัวยา Diethylamine salicylate ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวด ตึง กล้ามเนื้อ และอักเสบ ในระยะถัดมาหลังเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันได้ ปวดและมีการอักเสบร่วมด้วย (เจ็บ บวม แดง) : ควรเลือกใช้ยาทาที่มีส่วนผสมหลักเป็นยา
Eugenol  ควรเลือกใช้ยานวดหลอดสีเขียวสูตรร้อนที่มีส่วนผสมหลักเป็น Methyl salicylate, Menthol ซึ่งจะช่วยคลายอาการปวด และช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้ ปวดแต่ไม่มีการอักเสบ (ปวดแบบเมื่อย ๆ ไม่บวม แดง หรือเจ็บ) Methyl salicylate, Menthol และ Eugenol

คำแนะนำและข้อควรระวังอื่น ๆ

ควรใช้ยาทานวดเบา ๆ บริเวณที่มีอาการปวดเมื่อยวันละ 3-4 ครั้ง เป็นระยะเวลา 1- 2 สัปดาห์ แต่หากใช้นานเกิน 2 สัปดาห์แล้วอาการยังไม่หายไป หรือใช้ไป 2-3 วันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นเลย คือยังรู้สึกเจ็บมากเหมือนเดิม มือหรือแขนยังไม่สามารถใช้งานได้หรือไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้หรือเดินได้ไม่ปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป
ไม่ควรทายานวดบริเวณที่มีบาดแผลเปิดหรือมีเลือดออกหรือบริเวณผิวหนังที่ระคายเคือง และควรระวังอย่าให้เข้าตาหรือทาบริเวณใกล้ดวงตา
อย่าใช้ผ้าพันแน่นตรงบริเวณที่ทายา และอย่าใช้ความร้อนช่วย เช่น การประคบความร้อนตรงบริเวณที่ทายา เพราะสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการข้างเคียงต่อผิวหนังรวมถึงอาจทำให้เกิดผิวหนังไหม้รุนแรงได้
หากใช้แล้วเกิดปฏิกิริยาทางผิวหนังอย่างรุนแรง เช่น เกิดอาการปวด บวม หรือเกิดตุ่มพอง ให้หยุดใช้ยาในทันทีและรักษาความผิดปกติที่เกิดขึ้น
การใช้ยาทาแก้ปวดกล้ามเนื้อทุกสูตรควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำที่ระบุในเอกสารที่เป็นข้อมูลผลิตภัณฑ์ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ให้สอบถามแพทย์หรือเภสัชกร

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *