ตามหลักกสนSEOที่ถูกต้อง
SEO

เทคนิค SEO ทำน้อยได้มาก ไม่เปลืองงบ สำหรับสตาร์ทอัพ

เลือกหัวข้อที่จะเขียน เทคนิค SEO ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย
เลือกหัวข้อที่จะเขียน ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย (Persona) แบรนด์ของเรากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร เราต้องรู้จักก่อน กลุ่มเป้าหมายสนใจอะไร สิ่งที่จะช่วยได้คือสถิติรายงานผลต่าง ๆ ยอด Traffic ที่เข้ามาในเว็บไซต์ คอนเทนต์แบบไหนยอดดี นั่นคือความสนใจของกลุ่มเป้าหมายเรา หาบทความเพื่อเสิร์ฟกลุ่มคนเหล่านั้น
สังเกตหัวข้อที่นิยมจากบล็อกคู่แข่ง (Competitor Blogs) การจับเทรนด์ก็เป็นสิ่งสำคัญ การมองคู่แข่งทำให้เรารู้ว่าคอนเทนต์ประเภทไหนกำลังมา คนกำลังสนใจอะไร เราอาจแตกประเด็นแยกโดยให้อยู่ในหัวข้อความสนใจเดียวกัน เพื่อดึงคนเข้ามาอ่าน
สังเกตหัวข้อที่นิยมจากกลุ่มสนทนาในแวดวงธุรกิจของเรา (Group) ต้องจับตามองว่าคนในแวดวงเดียวกันกำลังสนใจอะไร ยกตัวอย่างเช่น หากทุกแบรนด์กำลังคุยกันเรื่อง “มะม่วง” ในทุกแบรนด์ เราไม่ควรรอช้าหาคอนเทนต์เรื่องมะม่วงเสิร์พ ถ้าเรากระโจนเข้าไปในเทรนด์นั้นได้ จะส่งผลให้ยอด Traffic ของเราเพิ่มมากขึ้นแน่นอน
เมื่อเรารู้หัวข้อที่จะเขียนแล้ว สิ่งสำคัญที่เป็นตัวช่วยให้การเขียนบทความของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นคือ “SEO”

รู้จัก “SEO” ตัวช่วยให้คอนเทนต์ขึ้นหน้าเสิร์จ Google
SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึง การทำให้ Content เสิร์จเจอได้ง่ายผ่าน Google Search engine โดยหลักการง่าย ๆ ของ SEO มีดังนี้

ทุกบทความที่เขียนต้องมี Keyword
วาง Keyword ในจุดยุทธศาสตร์ทั้งห้า
กระจายตัวอย่างเป็นธรรมชาติในบทความ
บทความคุณภาพคือการทำ SEO ที่ดีที่สุด

Keyword คืออะไร สำคัญกับ SEO อย่างไร?
Keyword คือ คำค้นหาที่ใช้ค้นหาข้อมูลที่เราต้องการบน Search Engine ไม่ว่าจะเป็น สินค้า บริการ เว็บไซต์ และวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการค้นหาคอนโดใกล้แนวรถไฟฟ้า คีย์เวิร์ดที่เราใช้ในการค้นหาอาจจะเป็น คอนโดติดรถไฟฟ้า คอนโดใกล้ BTS MRT ฯลฯ ซึ่งพอเสิร์จเจอเราจะเห็นทั้งแบบ AD และออแกนิก
การเลือกใช้ Keyword ให้เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือ เว็บไซต์ของเราจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการของเราได้ และ ทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับและอยู่ในหน้าแรกของ Google ได้ง่ายขึ้นด้วย
Keyword จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างลูกค้ากับเว็บไซต์ หากเราเลือก Keyword ได้แม่นยำ ตรงกลุ่มเป้าหมาย ก็มีโอกาสที่ผู้ใช้งานจะค้นหาเว็บไซต์ของเราเจอ และเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าได้มากขึ้นนั่นเอง

21 เทคนิคทำ SEO ให้ได้ผลจริงในปี 2019
21 เทคนิคทำ SEO ให้ได้ผลจริงในปี 2019

3 ประเภทของ Keyword ที่ควรรู้!

Brand Keyword คือ Keyword ที่มีความหมายเจาะจงไปที่แบรนด์อย่างชัดเจน การใส่ Brand Keyword ในเว็บไซต์ จะช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ และช่วยให้ กลุ่มเป้าหมายเจอเว็บไซต์หรือข้อมูลของแบรนด์เราได้ง่ายมากขึ้น
ตัวอย่าง Brand Keyword : รองเท้า Nike รองเท้า Adidas น้ำแร่ Vichy ฯลฯ
Generic Keyword คือ Keyword ที่มีความหมายกว้าง ๆ ไม่เฉพาะเจาะจง เป็นคำที่มี Search Volume สูง (ปริมาณการค้นหา) ถ้าหากสามาถทำให้เว็บไซต์ติดอันดับด้วย Keyword ประเภทนี้ได้ จะทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่เนื่องด้วยเป็น Keyword ที่มี Search Volume สูง จึงทำให้คู่แข่งก็มีมากเช่นกัน

ตัวอย่าง Generic Keyword : บ้านเดี่ยว สินเชื่อ ประกันรถ ลิปสติก ฯลฯ
Longtail Keyword คือ Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงมาก ๆ และบอกความต้องการของคนที่ค้นหาได้อย่างชัดเจน แต่ Search Volume อาจจะน้อยกว่า Generic Keyword
ตัวอย่าง Longtail Keyword : บ้านเดี่ยวราคาไม่เกิน 5 ล้าน สินเชื่อสำหรับข้าราชการ ประกันรถยนตร์ชั้น 2 ฯลฯ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรใช้ Keyword แบบไหน?

  • ดูจากเทรนด์ที่กำลังมา ข่าวดัง ข่าวเด่น
  • ใช้โปรแกรมต่าง ๆ ช่วยในการหา Volume
  • Google Suggest
  • Google Trends
  • Google Keyword Planner

เมื่อหา Keyword ได้แล้ว ให้วาง KeyWord ในจุดยุทธศาสตร์ทั้งห้า

  • หัวข้อเรื่องต้องมี Keyword เสมอ
  • ลิงก์ต้องมี Keyword
  • เฮดของบทความต้องมี Keyword
  • บทความต้องมี Keyword แต่ไม่ควรเกิน 2.5%
  • หากนำรูปใส่ในบทความ ชื่อรูปควรใช้เป็น Keyword

แม้เราจะใช้ Keyword ช่วย แต่ “บทความคุณภาพ” คือการทำ SEO ที่ดีที่สุด

  • ความยาวของบทความบอกแนวโน้มว่าเป็นบทความคุณภาพ ขั้นต่ำ 300 – 500 คำขึ้นไป
  • บทความสดใหม่ (Original Content) คำว่าสดใหม่มีสองนัย คือ เขียนขึ้นเอง ไม่ซ้ำใคร กับอีกนัยนึงคือ เขียนก่อนใคร
  • บทความต้องมีความน่าสนใจ มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน
  • อัปเดตบทความอย่างน้อย วันละ 1 บทความ ยิ่งเยอะยิ่งดี
  • มีวิดีโอประกอบบทความ อาจนำจากใน YouTube เข้ามาใส่ก็ได้
  • สร้างลิงค์เชื่อมโยงเนื้อหาไปยังบทความอื่น ๆ ในเว็บไซต์ของตนเอง

8 เทคนิค SEO ทำน้อยได้มาก ไม่เปลืองงบ สำหรับสตาร์ทอัพ

ในปี 2017 นักการตลาด 66% ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงจัดอันดับ SEO (Search Engine Optimization) หรือ Organic Search จากสถิติพบว่า เว็บไซต์ที่ค้นหาง่ายหรือติดหน้าหนึ่งบน Google มีอัตราคลิกชมเว็บไซต์ CTR (Click Through Rate) สูงถึง 34% ดังนั้น การทำ SEO จึงเหมาะกับธุรกิจสตาร์ทอัพ (Startups) เป็นอย่างมากด้วยข้อดีดังนี้

  • เพราะ SEO ใช้งบประมาณน้อยกว่า ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า
  • ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพ
  • ระยะยาวช่วยให้เรามีข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าจากข้อมูล Google Analytic และ Google Search Console ทำให้เราสามารถทำ Persona ได้คร่าว ๆ

เทคนิค SEO ทำน้อยได้มาก ไม่เปลืองงบ

1. ส่องกลยุทธ์ SEO ของคู่แข่ง

2. สร้างเว็บบล็อก Content Blog ที่มีช่องคอมเมนต์

3. ลองใช้ Keyword แบบ Longtail

4. ภาพประกอบก็ช่วยดัน SEO ได้

5. รู้จักการใช้เครื่องมือฟรีที่ช่วยทำ SEO

6. ลองทำ Content หรือ Podcast ที่มีประโยชน์กับสื่อมวลชน

7. มีพาร์ทเนอร์แลกบทความ Backlink

8. ให้ผู้ใช้งานจริง ทำคอนเทนต์ User-Generated Content (UGC) ให้ธุรกิจสิ

พร้อมแล้ว ! เรามาเริ่มเรียนรู้เทคนิคปั้น SEO ช่วยเพิ่ม Traffic ให้เว็บไซต์แบบไม่ต้องเปลืองงบฉบับเบื้องต้นไปพร้อมกันเลย

1. ส่องกลยุทธ์ SEO ของคู่แข่ง

ตอนนี้แทบจะเป็นยุค SEO ครองเมือง ต้องอธิบายก่อนว่า การส่องกลยุทธ์ SEO ของแบรนด์คู่แข่งเป็นอีกเทคนิคที่ต้องใช้ระมัดระวัง จำไว้ว่า “คุณสามารถดูเทคนิคของคนอื่นได้แต่ห้ามคัดลอก” ต้องอยู่ในกฎเหล็กที่ว่า “ห้าม Copy เด็ดขาด” ถามว่าทำไมถึงย้ำหนักย้ำหนา เพราะการถ้าเรามัวแต่เดินตามรอยเท้าคนอื่นก็จะไม่มีรอยเท้าของตัวเองและการทำ SEO ก็เช่นกัน

สิ่งที่เราควรเก็บข้อมูลจาก SEO คู่แข่ง มีดังนี้

เริ่มจากเก็บข้อมูลเทคนิคการทำ SEO บนเว็บไซต์เป็นอย่างไร มีคะแนนเว็บไซต์เท่าไหร่ สืบว่าเว็บของธุรกิจคู่แข่งทำอะไรบ้าง เช่น ใช้คีย์เวิร์ด (Keywords) อะไร เขียนคำบรรยาย Title Descriptions และ Meta Descriptions ยังไงรูปแบบไหน ? เพราะข้อมูลเหล่านี้จะถูกแสดงในหน้าผลการค้นหา (SERP) แนะนำใช้เครื่องมือ Extensions บน Google Chrome ที่ชื่อว่า Mozbar เป็นอะไรที่เหมาะกับสายฟรี SEO

ตามด้วยการเก็บข้อมูลว่า Traffic ของเว็บคู่แข่ง โดยเราสามารถสืบค้นข้อมูลเบื้องต้นได้ที่ Ubersuggest ซึ่งเป็นเครื่องมือเช็กข้อมูล สร้างโดยนักการตลาดตัวเทพด้าน SEO อย่าง Neil Patel

หลังจากนั้นนำข้อมูลที่มีมาวิเคราะห์มองหากลยุทธ์ดูจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาสที่เหมาะกับคาแรคเตอร์ธุรกิจของเรา และวิเคราะห์ประสิทธิภาพ SEO ของเราด้วย

2. สร้างเว็บบล็อก Content Blog แบบมีช่องคอมเมนต์

อย่างที่เราทราบดีว่า Google มักจะให้ความสำคัญกับเว็บบล็อกที่มีประโยชน์กับชาวเน็ตหรือผู้ชม (User) เป็นหลัก ดังนั้น การเพิ่มช่องคอมเมนต์ (Comment) ให้ผู้ชมก็เป็นอีกเทคนิคง่าย ๆ ที่ช่วยทำให้ SEO เราดียิ่งขึ้น เมื่อมีคนมาพูดคุย ถามตอบใต้บล็อกบทความอยู่เสมอตรงนี้ช่วยได้นะ แต่เทคนิคนี้ยังมีข้อควรระวัง คือ ต้องระวังการรีวิวแบรนด์เชิงลบ หรือการร้องเรียนที่ทำให้ธุรกิจเสียหาย เอาเป็นว่า ทำได้แต่ต้องเฝ้าช่องคอมเมนต์ให้ดี

3. ลองใช้ Keyword แบบ Longtail ดูบ้าง

หลังจากเก็บข้อมูลคู่แข่งเสร็จ การทำ SEO ของธุรกิจเราให้ประสบความสำเร็จได้ต้องเริ่มจากเราเอง นอกจากการปรับโครงสร้างเว็บไซต์ เราจะต้องบรรจงลงมือทำคอนเทนต์ทั้งส่วน Blog และส่วน Sellpage หน้าเว็บขายสินค้าให้สอดคล้องกับหลัก SEO ด้วยก็ช่วยได้มาก

หากนึกไม่ออกเดี๋ยวจะเล่าเพิ่มให้ฟังนะเช่น เราทำธุรกิจประกันออนไลน์ต้องการโปรโมทประกันรถยนต์ให้ชาวเน็ตคลิกมาหาเว็บไซต์เรา นอกเหนือจากใช้คำว่า “ประกันรถยนต์” แล้ว เราอาจจะเสริมด้วย Longtail Keywords อย่างคำว่า ประกันรถยนต์ที่ไหนดีที่สุด, ประกันรถยนต์ที่ไหนดี 2563, ประกันรถยนต์ที่ไหนดี Pantip และคำว่า ซื้อประกันรถยนต์ที่ไหนดี หรือประกันรถยนต์ถูกและดี เป็นต้น

ถามว่าเราจะหา Longtail Keywords ที่มีตั้งแต่ 3 คำขึ้นไปที่ชาวเน็ตกำลังสนใจได้จากที่ไหน ?

หลังจากเก็บข้อมูลคู่แข่งเสร็จ การทำ SEO ของธุรกิจเราให้ประสบความสำเร็จได้ต้องเริ่มจากเราเอง นอกจากการปรับโครงสร้างเว็บไซต์ เราจะต้องบรรจงลงมือทำคอนเทนต์ทั้งส่วน Blog และส่วน Sellpage หน้าเว็บขายสินค้าให้สอดคล้องกับหลัก SEO ด้วยก็ช่วยได้มาก

หากนึกไม่ออกเดี๋ยวจะเล่าเพิ่มให้ฟังนะเช่น เราทำธุรกิจประกันออนไลน์ต้องการโปรโมทประกันรถยนต์ให้ชาวเน็ตคลิกมาหาเว็บไซต์เรา นอกเหนือจากใช้คำว่า “ประกันรถยนต์” แล้ว เราอาจจะเสริมด้วย Longtail Keywords อย่างคำว่า ประกันรถยนต์ที่ไหนดีที่สุด, ประกันรถยนต์ที่ไหนดี 2563, ประกันรถยนต์ที่ไหนดี Pantip และคำว่า ซื้อประกันรถยนต์ที่ไหนดี หรือประกันรถยนต์ถูกและดี เป็นต้น

  • ใช้ Keyword Planner ใน Google Ads ดูเพื่อเป็น Keyword ideas นำมาใช้

  • หากไม่ถนัดเปิด Keyword Planner บน Google Ads แนะนำเครื่องมือคีย์เวิร์ดลองใช้ Keyword Tool ก็ใช้ฟรี

  • ลองดูคำค้นหาใกล้เคียงบนหน้า Google ด้วยการลองพิมพ์ลงไปที่ช่องค้นหา และเลื่อนลงมาดูเราจะพบกับ Longhtail Keywords น่าสนใจ สามารถหยิบใช้ได้ตามสะดวก ตามภาพที่นำมาฝากด้านล่างนี้

ภาพประกอบก็ช่วยดัน SEO ได้

รู้ไหมว่า ภาพประกอบสวย ๆ และภาพอินโฟกราฟิกก็เป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยดัน SEO ได้ดีเหมือนกันนะคะ เพราะภาพสามารถสื่อสารได้ชัดเจนกว่า ดึงดูดความสนใจได้มากกว่า เพราะสมองของคนเราเข้าใจภาพได้ดีกว่าตัวหนังสือ แนะนำว่าควรทำไฟล์ภาพไซส์ไม่ใหญ่เกิน 100 KB จะได้โหลดง่าย โหลดไว ไม่เปลืองเน็ต ขอยกตัวอย่างภาพอินโฟกราฟิกจาก Hubspot มาให้ดูตามนี้

5. รู้จักการใช้เครื่องมือฟรีที่ช่วยทำ SEO

ทีนี้เรามาเสริมทัพ ทำความรู้จักการใช้เครื่องมือฟรี ๆ ที่ช่วยทำ SEO ฉบับเบื้องต้นที่ขอเล่าถึงเครื่องมือที่ผู้เขียนใช้อยู่เป็นประจำ ได้แก่

เครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์เบื้องต้น

  • SimilarWeb สมัครฟรีใช้งานง่าย มือใหม่ก็สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ได้ไม่ยาก หากใช้ฟรีเราจะดูข้อมูลย้อนหลัง ได้สูงสุด 3 เดือน
  • SEOquake เป็นส่วน Extensions (ส่วนขยาย) ใช้ฟรีบน Google Chrome  รับทำ SEO  บอกข้อมูล Page Info อย่าง Title และ Meta description ฯลฯ
  • MozBar เป็นส่วน  Extensions (ส่วนขยาย) ใช้ฟรีบน Google Chrome เช่นกัน ใช้เพื่อดูข้อมูลคะแนนของเว็บไซต์ (กรณีอยากแลกบทความ Backlink) แสดงคะแนน PA และ DA ให้พิจารณา

เครื่องมือช่วยหาไอเดียทำคอนเทนต์ SEO

  • Google Trends เป็นการค้นหาที่เราต้องรู้โจทย์ว่า กำลังจะหาหัวข้ออะไร คีย์เวิร์ดอะไร เปรียบเทียบได้สูงสุด 5 คำ เครื่องมือนี้จะบอกระดับความสนใจของชาวเน็ตให้เราเห็นชัดเจน ว่าเราควรจะทำคอนเทนต์นี้ไหม ?
  • Zanroo.com ตรงนี้เป็นการดูเทรนด์โซเซียลของคนไทย ว่าเขาสนใจอะไรอยู่ เพื่อจะได้หาไอเดียผลิตคอนเทนต์

เครื่องมือหาคีย์เวิร์ดฟรี

  • Google Ads เหมาะกับธุรกิจที่ซื้อโฆษณาอยู่แล้ว เพราะจะมี Keywords Planner ให้ใช้

และอย่าลืมสรุปรายงานการทำ SEO ไว้ด้วยล่ะ ว่าประสบความสำเร็จแค่ไหน มีจุดไหนต้องปรับปรุงบ้าง

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *