อีสุกอีใส

อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดผื่นคัน

อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดผื่นคัน มีตุ่มนูนขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใส ๆ ทั่วร่างกาย ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นได้บ่อยในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี อย่างไรก็ตามสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และยังแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับในประเทศไทย ตามรายงานของสํานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สล็อตเว็บตรง  เฝ้าระวังสถานการณ์ของโรคอีสุกอีใส พบว่า ในปี พ.ศ. 2557-2559 มีอัตราการป่วย 129.57 ต่อแสนประชากร 79.82 ต่อแสนประชากร และ 66.57 ต่อแสนประชากร ตามลำดับ ส่วนผู้เสียชีวิตจากโรคนี้พบได้น้อยมากหรือแทบไม่พบในบางปี

อีสุกอีใส

มาณ 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยสามารถแพร่กระจายโรคไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่มีการติดเชื้อ เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบว่าใครเป็นโรคอีสุกอีใสจนกระทั่งสังเกตได้จากผื่นหรือตุ่มพองตามร่างกาย

การวินิจฉัยอีสุกอีใส

แพทย์จะวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสจากการดูลักษณะของผื่น ตุ่มน้ำ หรือ ตุ่มพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วไปและอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย เช่น มีไข้ขึ้น ไม่อยากอาหาร ปวดศีรษะ แต่ในบางกรณีที่บอกไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่ แพทย์จะนำตัวอย่างของเชื้อจากตุ่มน้ำที่พบบนร่างกายผู้ป่วยไปตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาต้นตอความผิดปกติว่าเกิดจากเชื้อวีซีวีที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสหรือการติดเชื้อชนิดอื่น ซึ่งจะช่วยยืนยันได้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสอย่างแน่นอน

การรักษาอีสุกอีใส

ผู้ป่วยที่สุขภาพแข็งแรงและอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลตนเองได้ที่บ้าน แต่ในรายที่อาการรุนแรง เป็นเด็กเล็ก สตรีตั้งครรภ์ หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำควรไปพบแพทย์ เพื่อการรักษาได้อย่างถูกต้องและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง

แพทย์จะรักษาโรคอีสุกอีใสในลักษณะประคับประคองตามอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเป็นหลัก เพื่อช่วยบรรเทาอาการของโรคให้ดีขึ้น หากผู้ป่วยมีไข้ก็จะรับประทานยาในกลุ่มต้านอักเสบที่ไม่ใช่แอสไพริน (Non-aspirin Medications) เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อช่วยบรรเทาความไม่สบายตัวจากอาการไข้ขึ้น ส่วน อาการคันบริเวณผิวหนัง จากผื่นหรือตุ่มนูนตามร่างกายอาจรับประทานยาแก้แพ้ (Antihistamine) ใช้ยาทาภายนอกอย่างคาลาไมน์ โลชั่น (Calamine Lotion) เพื่อลดอาการคันและกักเก็บความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจต้องใช้ยาในกลุ่มต้านไวรัส เพื่อช่วยฆ่าเชื้อ เช่น ยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ยาวาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir)

ภาวะแทรกซ้อนของอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใสอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง แต่ในบางรายก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจากโรคจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส

ภาวะแทรกซ้อนของโรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อ การติดเชื้อสเตรปโตคอคคัสกรุ๊ป-เอ (Group A Streptococcal Infections) โรคปอดบวม โรคสมองอักเสบ หรือภาวะกล้ามเนื้อเสียสหการ (Cerebellar Ataxia) เป็นการประสานงานของกล้ามเนื้อผิดปกติที่มีสาเหตุจากสมองส่วนซีรีเบลลัมทำให้เดินเซ มีปัญหาเลือดออก ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่

การป้องกันอีสุกอีใส

การป้องกันที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย คือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้มีการฉีดวัคซีนจำนวน 2 เข็ม โดยเริ่มฉีดเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุประมาณ 1 ปี (12-15 เดือน) และฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 4-6 ปี

สำหรับผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคมาก่อนจะต้องมีการฉีดวัคซีนจำนวน 2 เข็มเช่นเดียวกัน โดยให้ฉีดวัคซีนเข็มแรกและเข็มที่ 2 ห่างกันประมาณ 28 วัน ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคและลดความรุนแรงของโรคลงได้มากถึงประมาณ 90% แต่ในกรณีสตรีมีครรภ์หรือหรือมีภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ อาจส่งผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ จึงควรมีการปรึกษาแพทย์ก่อนการฉีดวัคซีน

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *