การปวดศีรษะไมเกรน

6 วิธีรับมือ กับอาการปวดยามนอน ปวดไมเกรน

ปวดไมเกรน เป็นอาการปวดที่มักเกิดขึ้นบริเวณหัวข้างใดข้างหนึ่ง โดยอาการปวดอาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวหรือปวดติดต่อกันนานหลายวัน อีกทั้งในขณะที่ปวดก็มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อาจมีความรู้สึกไวต่อเสียงและแสงสว่างมากกว่าปกติร่วมด้วย

ปวดไมเกรนเป็นอาการปวดหัวที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของหลายคน หนึ่งในสิ่งที่ต้องเผชิญร่วมกับอาการปวดไมเกรนคือการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ เนื่องจากอาการปวดไมเกรนนั้นทำให้นอนได้ไม่เต็มอิ่มหรือตื่นกลางดึกอยู่บ่อยครั้ง บทความนี้จึงมีคำแนะนำดี ๆ มาฝากเพื่อช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้นแม้จะมีอาการปวดในช่วงกลางคืน

ปวดหัวไมเกรนส่งผลต่อการนอนอย่างไร

การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจสามารถฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่ หากใครที่เผชิญกับอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยครั้งก็ย่อมกระทบกับสุขภาพการนอนอยู่ไม่น้อย

โดยจากการศึกษาบางส่วนพบว่า ผู้ที่มีอาการปวดไมเกรนมักมีปัญหาด้านการนอนหลับหรือนอนไม่พอมากกว่าผู้ที่มีอาการปวดหัวชนิดอื่น ๆ อีกทั้งหากนอนไม่พอหรือปวดไมเกรนจนต้องตื่นกลางดึกบ่อยครั้งอาจทำให้มีอาการปวดหัวบ่อยมากขึ้นและอาการปวดหัวอาจแย่ลงไปได้อีก

ดังนั้น วิธีเช็คผลจากการนอนไม่พอทำให้การส่งผลต่อการทำกิจกรรมในแต่ละวัน เช่น ง่วงระหว่างวันมากขึ้น อารมณ์แปรปรวน มีปัญหาด้านความจำ ไม่มีสมาธิ จดจ่อได้น้อยลง หรือเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย อาทิ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว หัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมองและโรคอ้วน

อาการปวดศีรษะไมเกรนจะแตกต่างจากอาการปวดศีรษะจากสาเหตุอื่นอย่างไร
อาการปวดหัวอาจจะเกิดจากความผิดปกติของส่วนต่าง ๆ ภายในกะโหลกศีรษะ เช่น สมอง เยื่อหุ้มสมอง โพรงน้ำในสมอง หลอดเลือดสมอง หรืออาจจะเกิดจากความผิดปกติของกะโหลกศีรษะเอง รวมทั้งอวัยวะต่าง ๆ รอบกะโหลก ได้แก่ ตา หู จมูก โพรงอากาศหรือไซนัส คอ และกระดูกคอ
นอกจากนั้นแล้วอาการปวดศีรษะอาจจะเกิดจากโรค หรือภาวะต่าง ๆ  ยูฟ่า ที่เกิดแก่ร่างกายแล้วส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้น เช่น ไข้หวัดใหญ่

ดังนั้น การที่จะทราบว่าอาการปวดศีรษะนั้นเกิดจากโรคไมเกรนแพทย์ต้องทำการวินิจฉัยจากลักษณะจำเพาะของอาการปวดศีรษะ อาการที่เกิดร่วมด้วย รวมทั้งผลการตรวจร่างกายระบบต่าง ๆรวมทั้งการทำงานของสมองที่เป็นปกติ แต่อย่างไรก็ดี โรคไมเกรนบางประเภทก็อาจทำให้สมองทำงานผิดปกติไปชั่วคราวในระหว่างที่เกิดอาการปวดขึ้นได้ แพทย์จำเป็นที่จะต้องทำการวินิจฉัยแยกโรคให้ได้
แพทย์จะมีการตรวจวินิจฉัยอย่างไรว่าผู้ป่วยเป็นโรคไมเกรน

ต้องทราบอาการปวด และอาจต้องอาศัยลักษณะต่าง ๆ ของอาการปวด การที่จะทราบว่าอาการปวดหัวเกิดจากสาเหตุใดนั้น อาการที่เกิดร่วมด้วย ความผิดปกติของการทำงานของสมอง หรืออวัยวะต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอาการปวด ดังนี้

  • อาการปวด ในลักษณะต่าง ๆ : ตำแหน่ง ความรุนแรง ลักษณะการปวด การดำเนินของการปวด
  • อาการที่เกิดร่วมส่งผลต่อร่างกาย เช่น ไข้ ตาแดง ตาโปน น้ำมูกมีกลิ่นเหม็น คลื่นไส้ เวียนหัว
  • ส่วนด้านร่างกาย และความผิดปกติของการทำงานของสมองหรืออวัยวะต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอาการปวด เช่น ความคิดอ่านเชื่องช้า มองเห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนแรง เดินเซ
  • ปัจจัยกระตุ้นอาการปวด เช่น ความเครียด แสงจ้า ๆ อาหารบางชนิด
  • ปัจจัยทุเลาอาการปวด เช่น การนอนหลับ การนวดหนังศีรษะ ยา

รวมทั้งแพทย์จำต้องสอบถามอาการและตรวจร่างกายผู้ป่วย ในกรณีที่จำเป็นบางครั้งอาจต้องส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้การวินิจฉัยแยกโรคที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกับโรคไมเกรน
การรักษาผู้ป่วยเป็น โรคไมเกรน

วิธีการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคไมเกรนที่สำคัญได้แก่ การบรรเทาอาการปวดศีรษะ และการป้องกันไม่ให้เกิดหรือลดความถี่ ความรุนแรงของอาการปวดศีรษะ

การบรรเทาอาการปวดศีรษะนั้น อาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา เช่น การนวด การกดจุด การประคบเย็น การประคบร้อน หรือการนอนหลับ ในรายที่ไม่ได้ผลหรืออาการปวดรุนแรงก็จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวด ปัจจุบันมียาแก้ปวดที่ได้ผลดีหลายชนิด ยาแต่ละชนิดก็มีผลข้างเคียงต่าง ๆ กันไป ประกอบกับผู้ป่วยแต่ละรายก็ตอบสนองต่อยามาไม่เหมือนกัน จึงต้องเลือกให้เหมาะสมในแต่ละรายไป
สำหรับการป้องกันไม่ให้เกิด หรือลดความถี่ ความรุนแรงของอาการปวดศีรษะนั้น ที่สำคัญมีอยู่ 2 วิธี วิธีแรกก็คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการกำจัดความเครียดอย่างเหมาะสม วิธีที่สองคือ การรับประทานยาป้องกันไมเกรน แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาป้องกันก็ต่อเมื่อปวดศีรษะบ่อยมาก เช่น สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งขึ้นไป หรือแม้จะปวดไม่บ่อยแต่รุนแรงมากหรือนานต่อเนื่องกันหลายวัน ยาป้องกันไมเกรนนั้นมีอยู่หลายชนิด จะต้องเลือกชนิดและปรับขนาดยาให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายไป แนะนำให้รับประทานยาป้องกันต่อเนื่องจนอาการสงบลงนาน 6-12 เดือน จึงลองหยุดยาได้ เมื่อกำเริบขึ้นอีกจึงเริ่มรับประทานใหม่ ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาไมเกรนให้หายขาดได้ แต่ก็มีวิธีควบคุมอาการให้สงบลงได้ดัง

ผลกระทบหรือปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคไมเกรนมีอะไรบ้าง

ผลกระทบที่สำคัญที่เห็นได้ชัดคือเสียสุขภาพกาย ต้องทรมานจากความปวด บางรายปวดรุนแรงมากจนแทบอยากจะวิ่งเอาหัวชนฝาผนัง บางรายก็ปวดข้ามวันข้ามคืนจนนอนหลับไม่สนิท บ้างก็คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลียจนเสียสมรรถภาพการเรียนการทำงาน ไมเกรนเป็นโรคหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ทำงานประเภทใช้ความคิดต้องขาดงานเป็นจำนวนมาก ทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจไม่น้อย ถ้าเป็นบ่อยมากเป็นรุนแรงมาก ๆ ก็ทำให้เสียสุขภาพจิตได้ บ้างก็จะวิตกกังวลว่าอาจจะเป็นเนื้องอกในสมอง

โรคปวดหัว การปวดศีรษะไมเกรน
โรคปวดหัว การปวดศีรษะไมเกรน

เคล็ดลับการนอนหลับแม้ปวดไมเกรน

สุขอนามัยที่ดีในการนอน (Sleep Hygiene) มีส่วนช่วยให้ผู้ที่มีอาการปวดไมเกรนนอนหลับได้ดีขึ้น ซึ่งการสร้างสุขอนามัยที่ดีในการนอนสามารถทำได้ดังนี้

1. กำหนดชั่วโมงการนอนให้เหมาะสม

วิธีการกำหนดช่วงเวลาเข้านอนและตื่นนอนในทุก ๆ วัน โดยมีกำหนดให้เวลานอนอยู่ที่ประมาณ 7–8 ชั่วโมงต่อคืน และไม่ควรงีบหลับระหว่างวันนานเกิน 20–30 นาทีต่อวัน เพื่อไม่ให้กระทบกับเวลานอนในช่วงกลางคืน นอกจากนี้ การนอนหลับไม่เป็นเวลาอาจเพิ่มโอกาสให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้อีกด้วย

2. ออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายเพื่อให้มีน้ำหนักตามเกณฑ์มาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการปวดหัวเรื้อรัง บรรเทาอาการปวดไมเกรน อาการวิตกกังวลและซึมเศร้าซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการปวดไมเกรนแย่ลง

โดยสามารถเลือกการออกกำลังกายที่ชื่นชอบ เช่น เดิน เล่นโยคะ ไทชิ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำหรือออกกำลังกายในที่ร่มด้วยอุปกรณ์ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักหรือหักโหมจนเกินไปเพราะอาจทำให้ปวดไมเกรนมากกว่าเดิม

3. จัดการกับความเครียด

ตัวอย่างวิธีการจัดการกับความเครียด และอาจทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการมองโลกในแง่บวกให้มากขึ้น ทำกิจกรรมที่ชอบ จัดสรรเวลาในการทำกิจกรรมในแต่ละวันให้เหมาะสม ไม่หักโหมจนเกินไป พักจากการทำงานหรือการทำกิจกรรมเป็นระยะ ผ่อนคลายด้วยการนั่งสมาธิ เล่นโยคะหรือฝึกหายใจเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้มากขึ้น

4. ปรับนิสัยการกิน

ผู้ที่มีอาการปวดไมเกรนควรกินอาหารให้เป็นเวลา กินอาหารให้ครบทุกมื้อ และหลีกเลี่ยงการกินอาหารบางประเภทที่กระตุ้นให้ปวดไมเกรน เช่น ช็อกโกแลต กล้วย มะละกอ เสาวรส อะโวคาโด หัวหอม มะเขือเทศ ข้าวโพดหรือถั่วบางชนิด เป็นต้น

หากใครไม่แน่ใจว่าอาหารชนิดใดกระตุ้นให้ ปวดไมเกรน อาจลองจดบันทึกอาหารที่กินแล้วเกิดอาการปวดไมเกรนในภายหลัง เพื่อให้สามารถหลีกเลี่ยงได้อย่างเหมาะสม

5. หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน

การหลีกเลี่ยงการดูหรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอนเป็นเวลา 1 ชั่วโมงก่อนนอน ทั้งการดูโทรทัศน์ เล่นมือถือหรือแท็บเล็ต เพราะแสงจากหน้าจะกระตุ้นให้สมองตื่นตัวและยับยั้งการผลิตสารเมลาโทนินที่ทำหน้าที่ควบคุมวงจรการนอนหลับ ทำให้ผู้ที่ปวดไมเกรนอยู่แล้วหลับได้ยากมากขึ้น

6. จัดห้องนอนให้เหมาะกับการนอนหลับ

การสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะช่วยให้นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เช่น ใช้ผ้าม่านกันแสงเพื่อให้ห้องมืดลง ปราศจากแสงรบกวนจากภายนอก เงียบสงบ ปรับอุณหภูมิภายในห้องไม่ให้ร้อนหรือหนาวจนเกินไป เลือกใช้หมอน ฟูกและผ้าห่มที่เหมาะสมกับร่างกาย

หากลองทำตามวิธีในข้างต้นแล้วอาการปวดไมเกรนในตอนกลางคืนยังคงรบกวนการนอนหลับ ผู้ที่มีอาการปวดไมเกรนควรไปพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม โดยแพทย์อาจจ่ายยาบรรเทาเพื่ออาการ

นอกจากนี้ บางรายอาจมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เพราะอาการปวดหัวในตอนกลางคืนอาจเป็นสัญญาณของปัญหาด้านการนอนหลับอื่น ๆ ได้ อาทิ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข กรนและโรคลมหลับ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจกระตุ้นให้ปวดไมเกรนมากขึ้นกว่าเดิม

การใช้ยาบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน
การรับประทานยาทันทีเมื่อมีอาการปวดศีรษะไมเกรน จะช่วยให้ผลของยาในการบรรเทาอาการปวดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ยาบรรเทาปวด สำหรับการปวดแบบไม่รุนแรง

ยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ Paracetamol

ยาลดการอักเสบที่ไม่ไช่สเตียรอด์ (NSAIDs) ได้แก่ Ibuprofen, Naproxen, Celecoxib, Etoricoxib

ยาบรรเทาปวด สำหรับการปวดที่รุนแรงมากขึ้น (จำเพาะเจาะจงกับการปวดศีรษะไมเกรน)

ยากลุ่ม Triptans ได้แก่ Sumatriptan, Eletriptan

ยาที่มีส่วนผสมของ Ergotamine ได้แก่ Ergotamine + Caffeine

ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ได้แก่ Metoclopramide, Domperidone

การใช้ยาป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรน ยาที่สามารถใช้ป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรน ได้แก่

กลุ่มยาลดความดัน

  • Propranolol, Metoprolol tartrate, Verapamil
  • กลุ่มยาต้านอาการซึมเศร้า
  • Amitriptyline
  • กลุ่มยากันชัก
  • Valproate, Topiramate
  • กลุ่มยา Calcitonin gene-related peptide (CGRP) monoclonal antibodies

เป็นยากลุ่มใหม่ Erenumab ที่ใช้ป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรนทั้งแบบที่มีอาการนำ (aura) หรือไม่มีอาการนำ สามารถลดจำนวนวันที่ปวดศีรษะไมเกรนลงจากเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ สามารถบริหารยาเองได้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง เดือนละ 1 ครั้ง

วิธีอื่นๆ ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการและป้องกันการปวดศีรษะไมเกรน ทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการปวดศีรษะไมเกรน นอนพักในที่มืดและเงียบสงบ ประคบเย็นบริเวณศีรษะ
ปรับพฤติกรรมการนอน และการรับประทานอาหาร ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ตรวจเช็คอาการปวดศีรษะไมเกรนอยู่เสมอ และสามารถบรรเทาและป้องกันได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา อย่างไรก็ดี การเริ่มรับประทานยาบรรเทาปวดทันทีหลังจากที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรน จะช่วยให้ผลของยาในการบรรเทาอาการปวดมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการใช้ยานั้นควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และเภสัชกร เนื่องจากปัจจัยที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย เช่น อายุ โรคประจำตัว และความรุนแรงของโรค จะส่งผลต่อการเลือกใช้ยาและขนาดยาที่ควรได้รับนั่นเอง

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *