ศึกษาความต้องการ ในการออกแบบบ้านให้น่าอยู่

“บ้าน” คำสั้นๆเพียงคำเดียวแต่เต็มไปด้วยไปด้วยส่วนผสมของความรู้สึกที่อบอุ่น เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อทั้งร่างกายและจิตใจ จึงไม่แปลกหากความฝันของใครหลายๆคนคืออยากมีบ้านที่สวยงามถูกใจตามที่ตนเองต้องการ แต่ก่อนที่มีบ้านที่ตรงตามความต้องการนั้น จะต้องผ่านขั้นตอนการออกแบบบ้านที่ตรงตามโจทย์ของผู้อยู่อาศัยที่วางไว้เสียก่อน ซึ่งขั้นตอนต่างๆเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และมีความสำคัญอย่างไร เราลองมาเรียนรู้ไปพร้อมๆกันเลย

บทเรียนที่ 1 ศึกษาความต้องการ

ขั้นตอนการออกแบบบ้านในขั้นแรกสถาปนิกจะต้องเริ่มศึกษาและรวบรวมข้อมูลของผู้อยู่อาศัยในขั้นปฐมภูมิก่อน เริ่มจากออกแบบบ้านให้ใคร? ผู้อยู่อาศัยมีอาชีพอะไร? จำนวนผู้อยู่อาศัยกี่คน? มีผู้สูงอายุหรือทารกไหม? มีสัตว์เลี้ยงไหม? จากนั้นเราจะลงรายละเอียดในส่วนของความต้องการส่วนตัวของผู้อยู่อาศัยว่า ความต้องการออกแบบบ้านในรูปแบบไหน? ฟังก์ชันอะไรที่ต้องการเป็นพิเศษ เป็นต้น
การรวบรวมข้อมูลต่างๆเหล่านี้ ก็เพื่อให้เราได้ทราบถึงวิถีชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัยและช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตภายในบ้าน ซึ่งส่งผลต่อการออกแบบบ้านให้ออกมาสมบูรณ์และตรงตามโจทย์กับผู้อยู่อาศัยมากที่สุด

ขั้นตอนการออกแบบบ้าน

บทเรียนที่ 2 จากความต้องการสู่พื้นที่

ขั้นต่อมาสถาปนิกจะมีหน้าที่แปลงความต้องการของเจ้าของบ้านทั้งหมด ออกมาเป็น “พื้นที่” โดยค่อยๆจัดสรรและแบ่งสัดส่วนจากพื้นที่ที่ดินทั้งหมดที่มี ซึ่งบ้านแต่ละหลังจะมีการจัดการขนาดของพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัย ทั้งนี้ปัจจัยต่างๆจะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เราได้รวบรวมและวิเคราะห์มาจากผู้อยู่อาศัยในตอนเริ่มต้น หลังจากนั้นพอสถาปนิกกำหนดขอบเขตพื้นที่ต่างๆภายในบ้านได้แล้ว สถาปนิกก็จะเริ่มต้นในขั้นตอนการออกแบบจัดวางฟังก์ชันต่างๆภายในและภายนอก ฟังก์ชันไหนควรอยู่ติดกัน มีส่วนเชื่อมต่อกันอย่างไรบ้าง และการใช้งานแต่ละส่วนเป็นแบบไหน รวมไปถึงออกแบบพื้นที่ภายในและภายนอกโดยจะอ้างอิงจากหลักในการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรม ทิศทาง สภาพแวดล้อม สภาพอากาศ ผนวกเข้ากับความต้องการของผู้อยู่อาศัย เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้ฟังก์ชันที่ตรงตามความต้องการ ใช้งานได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

บทเรียนที่ 3 แบบร่างบ้านครั้งแรก

สำหรับมือใหม่สร้างบ้านที่ใช้บริการสถาปนิก คงตื่นเต้นไม่มากก็น้อยที่จะได้เห็นแบบร่างบ้านครั้งแรก หลังจากที่ได้มีการพูดคุยถึงความต้องการและข้อมูลสำคัญสำหรับการออกแบบบ้าน

ซึ่งแบบร่างบ้านครั้งแรก เจ้าของบ้านเองจะเริ่มเห็นรูปทรงบ้าน แปลน หรือแนวคิดอะไรบางอย่างจากสิ่งที่สถาปนิกออกแบบ โดยผ่านการผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้เกิดแบบร่างตัวต้นแบบขึ้นมา เพื่อพูดคุยกันระหว่างสถาปนิกและเจ้าของบ้าน และหากถูกใจก็มีโอกาสพัฒนาไปสู่แบบร่างต่อๆไป ซึ่งในการพบปะแต่ละครั้ง อาจจะมีสิ่งเพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยนความต้องการบางอย่างบ้าง เจ้าของบ้านจะได้รับคำแนะนำจากสถาปนิกโดยตรง เสมือนมีผู้ช่วยทำให้บ้านใกล้ความเป็นจริงเข้าไปอีกหนึ่งขั้น

บทเรียนที่ 4 วัสดุ

หากเมื่อพัฒนาแบบกันไปสักระยะหนึ่ง ตามจำนวนครั้งที่ได้ตกลงกันแล้ว ก็จะนำไปสู่ขั้นตอนการลงดีเทลเรื่องของวัสดุในส่วนต่างๆของบ้าน เช่น พื้น ผนัง ฝ้า และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งการเลือกวัสดุนั้นเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่สถาปนิกต้องคำนึงถึงในแง่ของความสวยงาม สไตล์ที่เจ้าของบ้านชอบ ความปลอดภัย คุณภาพในการใช้งาน รวมไปถึงการควบคุมราคาให้อยู่ภายใต้งบที่เจ้าของบ้านกำหนดไว้ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีผลต่อลูกค้าโดยตรง เพราะเป็นผู้ที่อยู่อาศัยและเป็นผู้ใช้เวลาอยู่กับบ้านหลังนี้มากที่สุด

ส่วนเกณฑ์การเลือกวัสดุนั้น นอกจากจะคำนึกถึงความพึงพอใจเจ้าของบ้านแล้ว จะต้องคำนึงความปลอดภัยในการก่อสร้าง, ศักยภาพของผู้รับเหมา, วิธีการก่อสร้างและการติดตั้งพื้นที่ในการเก็บรักษาวัสดุ อีกทั้งหากเป็นวัสดุที่แปลกใหม่ สถาปนิกควรมีการศึกษาวัสดุและให้คำแนะนำกับเจ้าของบ้าน ให้เข้าใจถึงข้อดีและข้อเสียในการเลือกใช้วัสดุนั้นๆด้วย

บทเรียนที่ 5 3D โมเดลและโมเดลภาพสามมิติ

ในปัจจุบันไม่ค่อยนิยมการตัดโมเดลแล้ว เนื่องจากใช้เวลานานและไม่สะดวกต่อการนำไปเสนอต่อเจ้าของบ้าน จึงนิยมทำภาพเสมือนสามมิติ หรือที่เรียกว่า ‘ภาพ3D Render’ ในการนำเสนอแทน ซึ่งสามารถปริ้นเอาท์ออกมาให้เจ้าของบ้านดู สามารถเข้าใจภาพรวมได้ง่ายเพราะเป็นภาพเสมือนของจริง สเกลและองค์ประกอบภาพคล้ายกับของจริง ออกแบบบริเวณบ้าน และสามารถปรับแก้แบบได้ง่ายกว่าการตัดโมเดล โดยภาพสามมิติแบ่งออกเป็นภาพภายนอกที่เรียกว่า Exterior และภาพภายในที่เรียกว่า Interior ส่วนใหญ่สถาปนิกจะเลือกทำเพียงพื้นที่ที่เป็นมุมมองหลักๆของบ้าน และพื้นที่ตามการใช้งานหลักที่ผู้อยู่อาศัยเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น ห้องนั่งเล่น ห้องนอน มุมสวน และอื่นๆ แตกต่างกันไปตามแนวคิดและพื้นที่พิเศษที่เจ้าของบ้านต้องการตั้งแต่แรก

บทเรียนที่ 6 ก่อร่างสร้างบ้าน 

ในขั้นตอนสุดท้ายนี้จะเป็นการทำแบบก่อสร้าง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด และส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการออกแบบ  ภายใต้แบบก่อสร้างที่ถูกเขียนขึ้นมา โดยสิ่งที่สถาปนิกออกแบบต้องบนพื้นฐานของความเป็นจริง บ้านที่ออกแบบต้องสร้างได้จริง โดยในส่วนนี้สถาปนิกต้องทำงานร่วมกับวิศวกรและผู้รับเหมา ซึ่งแบบก่อสร้างมักประกอบไปด้วยแปลน รูปด้าน รูปตัด แบบขยายดีเทลต่างๆ และการที่สถาปนิกเขียนแบบก่อสร้างละเอียดและสามารถเข้าใจได้ง่ายก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับเหมา ที่สามารถเข้าใจในแบบทำการก่อสร้างให้ถูกต้องตรงกับแบบที่สถาปนิกได้ออกแบบไว้ อีกทั้งสถาปนิกจะมีหน้าที่คอยเข้าควบคุมและตรวจเช็คผลงานการก่อสร้างให้ตรงตามแบบอยู่เสมอด้วย

ขั้นตอนในการออกแบบที่กล่าวมาอาจจะทำให้ทุกคนความเข้าใจในงานออกแบบ และบทบาทหน้าที่ของสถาปนิกมากขึ้นไม่มากก็น้อย กว่าจะเป็นบ้านหนึ่งหลังไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละขั้นตอนนั้นถูกทำโดยผ่านกระบวนการทางความที่คิดอย่างละเอียด และต้องอาศัยความร่วมมือกันหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้าน สถาปนิก  วิศวกร และผู้รับเหมา เพื่อให้เจ้าของบ้านได้บ้านที่ตรงใจตามความต้องการอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด


การออกแบบบ้านที่ดีและมีประสิทธิภาพต้องทำอย่างไร พิจารณาอะไรบ้าง ใครอยากรู้ตามมาดูการออกแบบบ้านเองให้เป๊ะปังแบบไม่ง้อมืออาชีพกันได้เลย

 สำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์การออกแบบบ้านและแปลนบ้านถือเป็นเรื่องยากมาก เพราะนอกจากจะต้องคำนึงถึงความสวยงามและฟังก์ชันการใช้งานแล้ว ยังต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่น่าปวดหัวอีกต่างหาก ดังนั้นสำหรับคนที่กำลังจะออกแบบบ้านด้วยตัวเองและกำลังมองหาแรงบันดาลใจอยู่ วันนี้กระปุกดอทคอมรวบรวมเคล็ดลับการออกแบบบ้านอย่างมีประสิทธิภาพมาฝาก รับรองรู้ไว้ช่วยให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นได้ แถมต้องได้บ้านที่สวยงามตรงตามใจแน่นอน

1. เลือกประเภทที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับสมาชิก

ไม่ใช่ว่าทุกครอบครัวจะต้องการบ้านขนาดใหญ่ และก็ไม่ใช่ว่าทุกครอบครัวจะเหมาะกับบ้านขนาดเล็ก ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก่อนจะออกแบบบ้าน คือ การเลือกประเภทที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือคอนโด โดยลองพิจารณาดูว่า ควรจะพื้นที่เท่าไรถึงจะเข้ากับไลฟ์สไตล์ของทุกคน เพื่อนำไปคำนวนต่อว่าภายในที่พักอาศัยของเราควรมีห้องนอนเท่าไร ห้องน้ำเท่าไร และเพิ่มเติมส่วนไหนบ้าง

2. ให้ความสำคัญกับเลเอาต์เป็นอันดับแรก 

หลักจากเลือกประเภทที่อาศัยได้แล้ว ควรให้ความสำคัญกับแปลนบ้านก่อนการตกแต่ง เพราะแม้บ้านจะสวยงาม แต่ถ้าหากไม่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันก็เปล่าประโยชน์ ดังนั้นใครที่กำลังจะออกแบบบ้านแล้วละก็ ควรออกแบบแปลนบ้านให้เสร็จก่อน โดยพิจารณาว่าจะวางตำแหน่งแต่ละห้องอย่างไร ระหว่างพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่ส่วนตัว อยู่ติดกันได้หรือแยกคนละโซนไปเลนดีกว่า เพื่อป้องกันเสียงรบกวน หรือห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าว ห้องครัว กั้นผนังดีไหม หรือออกแบบแบบ Open Plan ดีกว่า

3. ตกแต่งให้สอดคล้องกับพื้นที่ 

หลังจากเลือกแปลนบ้านที่ต้องการได้แล้ว ก็ถึงขั้นตอนของการตกแต่ง ซึ่งควรเลือกให้สอดคล้องไปกับพื้นที่ ขนาด และการจัดวางแปลนบ้าน เช่น หากภายในบ้านค่อนข้างเล็ก ควรเลือกการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น เพราะทั้งโทนสีและการออกแบบในสไตล์นี้จะช่วยให้ภายในบ้านดูกว้างขวาง สว่าง บรรรยากาศปลอดโปร่ง มากกว่าสไตล์เทรดิชันนอลหรือบ้านแบบดั้งเดิม ที่มักจะใช้ผนังกั้นห้องแบ่งพื้นที่ ซึ่งจะทำให้บ้านที่มีขนาดเล็กอยู่แล้วยิ่งดูแคบลง

4. คำนึงถึงข้อดี-ข้อเสียของแต่ละจุด 

เมื่อได้แบบบ้านที่ถูกใจแล้ว ก็อย่าเพิ่งลงมือทันที ลองพิจารณาถึงข้อดี-ข้อเสียของแต่ละจุดสักรอบ เช่น หากเป็นคนชอบหน้าต่างบานใหญ่ ๆ เพราะอยากให้บ้านสว่างและมองเห็นวิวด้านนอกแล้ว อย่าลืมดูด้วยว่าตรงกับทิศแดดหรือไม่ แดดเข้าช่วงไหน ไม่อย่างนั้นก็จะทำให้บ้านร้อน อาจจะต้องติดกันสาดหรือเปลี่ยนผ้าม่านแบบกันความร้อน

5. ตั้งงบประมาณให้ชัดเจน 

อีกหนึ่งปัญหาการตกแต่งบ้านที่หลายคนมักจะเจอก็คือ ซื้อของเข้าบ้านเพลินจนเกินไปงบ เพราะอยากได้ไปหมดทุกอย่าง ยิ่งหาก็ยิ่งเจอของที่ถูกใจ ฉะนั้นควรตั้งงบประมาณที่จะใช้ให้ชัดเจนและพยายามควบคุมให้อยู่ในวงเงินที่กำหนดเอาไว้ ป้องกันไม่ให้งบบานปลายหรือเกินได้นิดหน่อยแต่ไม่มากจนเกินไป ที่สำคัญอย่าลืมทำบัญชีเอาไว้ด้วย จะได้รู้ว่าใช้จ่ายกับอะไรไปบ้าง และสามารถลดตรงไหนช่วยประหยัดได้อีก

6. ถามความเห็นจากผู้รู้ 

ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาที่จะตามมาภายหลัง ควรปรึกษาหรือถามความเห็นจากคนที่อยู่แวดวงการออกแบบ อาจจะเป็นคนรู้จักที่มีประสบการณ์หรือผู้เชี่ยวชาญอย่าง สถาปนิกหรืออินทีเรียเพิ่มเติมด้วย เพราะพวกเขาเหล่านี้มีความรู้ความในเชิงลึก สามารถให้คำปรึกษาได้รอบด้าน รวมถึงการปรับและแก้ไขจุดบกพร่องต่าง ๆ เพื่อให้บ้านเหมาะสมกับเราและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

7. เชื่อสัญชาตญาณตัวเองบ้าง 

เพราะการออกแบบบ้านไม่มีผิด ไม่มีถูก ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือความเหมาะสมและความต้องการ นอกจากวิธีการออกแบบที่กล่าวมาแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำตามเป๊ะ ๆ ทุกข้อ บางอย่างอาจจะดูนอกกรอบไปบ้าง แต่ถ้าลองพิจารณาดูแล้วว่าเป็นสิ่งที่เราชอบและเข้ากับลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน ให้เชื่อสัญชาตญาณและทำตามความต้องการของตัวเองบ้าน หรือพูดง่าย ๆ ว่า ถ้ารู้สึกว่าใช่ ก็คือใช่ ไม่จำเป็นต้องอิงตามใคร ตามตำราปลูกเรือนตามใจผู้อยู่นั่นเอง

การออกแบบบ้านมีหลาย ๆ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นนอกจากเรื่องการตกแต่งที่สวยงามตามใจชอบแล้ว ก็อย่าลืมคำนึงถึงจำนวนสมาชิกในบ้าน ลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน รวมถึงความสะดวกสบายต่าง ๆ ด้วยนะคะ เพื่อให้บ้านเป็นบ้านที่น่าอยู่อย่างแท้จริง และจะได้ไม่ต้องตามแก้ไขทีหลัง

เมื่อพูดถึงเรื่องของงานสี ต้องบอกเลยว่าเป็นงานที่มีความละเอียดอยู่พอสมควร เพราะสีจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความสวยงามที่สอดรับไปกับรูปทรงและงานดีไซน์ของตัวบ้าน ดังนั้นในการทาสีจึงต้องเลือกใช้ช่างที่มีความรู้ความชำนาญรวมถึงการเลือกใช้สีให้ถูกประเภทควบด้วย โดยปัจจุบันสีจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือสีทาภายในและสีทาภายนอก ซึ่งสีทั้ง 2 ประเภทนี้ก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป

โดยสีทาภายนอกจะเป็นสีอะคริลิค ซึ่งมีคุณสมบัติในเรื่องของการทนต่อสภาพอากาศ ทั้งความร้อน แสงแดด ความชื้น ป้องกันน้ำซึมผ่าน ทำความสะอาดง่าย ป้องกันเชื้อรา คราบน้ำ รวมถึงการสะท้อนความร้อน ซึ่งก็จะช่วยทำให้บ้านเย็นและประหยัดพลังงาน ส่วนสีทาภายในที่นิยมใช้จะเป็นสีน้ำอครีลิค ซึ่งมีคุณสมบัติเนื้อสีมีความละเอียดและทำความสะอาดง่าย สำหรับขั้นตอนของการทาสีนั้นในเบื้องต้นจะต้องทำการสกิมโคสหรือการฉาบบางเสียก่อนเพื่อที่จะให้ผนังมีความเรียบเนียนและง่ายต่อการทาสีที่สำคัญสีจะออกมาจะดูสวยงามสม่ำเสมอ เมื่อทำการสกิมโคสเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงจะเข้าสู่ขั้นตอนของการทาสี โดยอุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับการทาสีนั้นจะมีดังต่อไปนี้ ลูกกลิ้งทาสี ถังแบ่งสี เทปกาว กระดาษทราย ผ้าใบรองพื้น แปรงทาสี และนั่งร้าน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามก่อนการทาสีทุกครั้งจะต้องปูผ้าใบรองพื้นให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันสีหยดตามพื้น จากนั้นทำการทาสีรองพื้นเพื่อให้เกิดการยึดเกาะระหว่างปูนกับสีจริง โดยรอให้สีรองพื้นแห้งสนิทและใช้เทปกาวปิดโดยรอบวงกบเพื่อความสวยงามก่อนทาสี การทาสีจริงโดยปกติจะต้องทาสี 2 รอบเพื่อให้สีสวยงามและสม่ำเสมอ เมื่อทาเสร็จเรียบร้อยแล้วควรจะมีการตรวจสอบบริเวณขอบหรือมุมเพื่อเก็บรายละเอียดให้เรียบร้อย อย่างไรก็ตามเมื่อทาสีเสร็จเรียบร้อยแล้วหากมีสีเหลือให้หาภาชนะขนาดเล็กที่มีฝาปิดสนิท สำหรับจัดเก็บเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *