สังเกต สีอุจจาระ เด็ก บ่งบอกสุขภาพลูกน้อย

ลักษณะอุจจาระบอกสัญญาณสุขภาพ

ใน 1 วัน หรือถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากหรือเป็นมูกเลือด แม้เพียง 1 ครั้งต่อวัน อาการท้องร่วง ท้องร่วง ท้องเดิน ท้องเสีย หรือ ลงท้องคือ มีการ ถ่ายอุจจาระ ที่มีจำนวนมากกว่าปกติตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป

แบ่งอาการท้องร่วงได้ 2 ชนิด
1. อาการท้องร่วงอย่างเฉียบพลัน หมายถึง อาการท้องร่วงที่เป็นทันทีทันใด แต่เป็นระยะสั้นๆ ไม่เกินสองสัปดาห์
2. อาการท้องร่วงชนิดเรื้อรัง หมายถึง อาการท้องร่วงที่เป็นติดต่อกันนานกว่าสองสัปดาห์และ
บางรายอาจเป็นเดือนหรือหลายเดือนติดต่อกัน หรือมีอาการเป็นพักๆ

อาการแสดงของโรคที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงมีได้กว้างขวางมากมายตามสาเหตุของโรคแต่เราสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
1. ลักษณะอุจจาระที่ออกมาแตกต่างกันที่น่ารับรู้และให้สังเกตไว้ ได้แก่ อหิวาตกโรค ท้องร่วงจากการติดเชื้อ ทั้งจากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย จะมีลักษณะอาการและ จะมีลักษณะอุจจาระคล้ายน้ำซาวข้าว ผู้ป่วยจะมีการอาเจียน อ่อนเพลีย และซึมร่วมด้วย ท้องร่วงจากเชื้อบิดมักจะ ถ่ายอุจจาระ เป็นมูกเลือดร่วมกับมีอาการอาเจียน มีไข้สูง อ่อนเพลีย
2. การศึกษาเรื่องแลคเตสในเยื่อบุของเซลล์ลำไส้ของคนไทยพบว่า 80-90 เปอร์เซ็นต์ ท้องร่วงชนิดไม่มีการติดเชื้อ โรคที่พบได้บ่อยในบ้านเรา ได้แก่ การขาดเอ็นไซม์แลคเตส ที่ทำการย่อยน้ำตาลนม ขาดเอ็นไซม์ตัวนี้ อาการของผู้ป่วยโรคนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ดื่มนมสดไปแล้วประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วโมง คือ รู้สึกโครกครากในท้อง ปวดท้องแบบปวดบิดๆ และมีอาการท้องร่วงเป็นน้ำ 1-2 ครั้งแล้วจึงค่อยหายไป
การป้องกันการเกิดโรคท้องร่วง

1. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ

2. ล้างผักผลไม้ให้สะอาด โดยล้างผ่านน้ำหลายๆครั้ง หรือแช่ในน้ำเกลือ หรือแช่ในน้ำละลายด่างทับทิม หรือน้ำผสมเบกกิ้งโซดา

3. ควรใช้ช้อนกลางทุกครั้งในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น ล้างภาชนะให้สะอาดทุกครั้ง เช่น เขียง มีด ช้อน ส้อม ถ้วย จาน แก้วน้ำ

4. ถ้าจำเป็นต้องนำมารับประทานอีก ควรทำให้ร้อนจึงจะปลอดภัย รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆและผ่านการปรุงที่ถูกต้องปลอดภัย โดยมีวิธีสังเกตง่ายๆคือ ถ้าน้ำเดือดปุดๆคืออุณหภูมิถึง 100 องศาเซลเซียส

5. ไม่ควรรับประทานอาหารที่ปรุงทิ้งไว้ เพราะอาหารอาจบูดเน่าก่อนที่เราจะนำมารับประทาน

6. ลวกหอยแครงให้ถูกต้อง โดยลวกในน้ำเดือดอย่างน้อย 1-2 นาทีจึงจะมั่นใจในการรับประทานว่า อร่อยอย่างปลอดภัย ซึ่งจะฆ่าเชื้อโรคและคงรสชาติไว้ได้อีกด้วย

7. ควรต้มน้ำให้สุกทุกครั้งก่อนนำมาดื่ม โดยเฉพาะน้ำที่กดจากตู้กดทั่วไปเพราะอาจจะมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้

8. ควรเลือกวัตถุดิบที่ถูกสุขลักษณะ เลือกผักผลไม้ที่สดและสะอาด ใช้เวลาในการเลือกให้พิถีพิถันขึ้นเพื่อให้ได้ของที่มีคุณภาพดีที่สุด

9. ต้องแยกอาหารที่เป็นวัตถุดิบและอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เพราะเนื้อสัตว์ดิบอาจจะปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียมา อาหารที่ปรุงสุกควรใส่ภาชนะที่ปิดสนิท ไม่ควรวางปะปนกัน

10. ถ้าต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียสเชื้อโรคจะไม่เจริญเติบโตแต่ไม่ตาย จึงควรอุ่นอาหารที่เก็บไว้ในตู้เย็นก่อนนำมารับประทานทุกครั้ง เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีคือ 5-60 องศาเซลเซียส
การรักษาและดูแลผู้ป่วยโรคท้องร่วง

1. ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส สูตรขององค์การเภสัชกรรมหรือองค์การอนามัยโลก ให้จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ในปริมาณที่เท่ากับปริมาณอุจจาระที่ถ่ายออกมาในแต่ละครั้ง เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่

ไม่ควรให้ดูดจากขวดนมเพราะเด็กจะดูดกินอย่างรวดเร็วเนื่องจากกระหายน้ำ ซึ่งจะทำให้ร่างกายดูดซึมไม่ทันและอาจทำให้อาเจียนและถ่ายมาก แต่ไม่จำเป็นต้องอดอาหารหรือนม ควรให้อาหารเหลวบ่อยครั้ง เช่น น้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด และนมแม่ สำหรับเด็กที่ดื่มนมผสม อาจผสมนมให้เข้มข้นเหมือนเดิมแต่ลดปริมาณลง และให้สลับกับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ หากผู้ป่วยเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ควรให้ดื่มครั้งละ 1/4-1/2 แก้ว โดยใช้ช้อนค่อยๆป้อนที่ละ 1 ช้อนชา ทุก 1-2 นาที

หากผู้ป่วยเป็นเด็กอายุมากกว่า 2 ปี ควรให้ดื่มครั้งละ 1/2-1 แก้ว ให้จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เมื่ออาการดีขึ้นจึงให้หยุดดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ และให้กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย ซึ่งจะทำให้ลำไส้ฟื้นตัวเร็ว

สังเกต สีอุจจาระ เด็ก บ่งบอกสุขภาพลูกน้อย
สังเกต สีอุจจาระ เด็ก บ่งบอกสุขภาพลูกน้อย

Tip ถ้าไม่มีสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ สามารถทำเองได้ดังนี้
ผสม น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นครึ่งช้อนชา น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ใส่ลงในแก้ว คนให้ละลายและเข้ากันดี ถ้าดื่มไม่หมดภายใน 24 ชั่วโมงให้ทิ้งไป แล้วผสมใหม่

2. หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล เช่น ถ่ายหรืออาเจียนไม่หยุดมากกว่า 4 ครั้ง หิวน้ำตลอดเวลา หรือปัสสาวะไม่ออกเนื่องจากขาดน้ำมาก หน้ามืด ช็อกหรือหมดสติ มีไข้ ปวดท้องรุนแรง หรือเวลาถ่ายจะรู้สึกปวดเบ่งตลอดเวลาเนื่องจากเป็นอาการของบิด

3. ขับถ่ายในสุขภัณฑ์ที่ถูกสุขลักษณะ ล้างมือให้สะอาดเสมอทุกครั้งหลังจากการขับถ่ายด้วยน้ำและสบู่ เนื่องจากอหิวาตกโรคเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายและแพร่ระบาดได้อีกด้วย

4. กำจัดอาเจียนของผู้ป่วย โดยเททิ้งลงโถส้วม ราดน้ำให้สะอาด แล้วราดตามด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำหรือน้ำยาซักผ้าขาวก็ได้

5. สิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วยรักษาให้สะอาดเสมอ ซึ่งรวมถึงเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าเช็ดตัว ทำการซักให้สะอาดและนำออกตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วย

6. ผู้ดูแลใกล้ชิดผู้ป่วยควรหมั่นล้างมือ ฟอกสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันเชื้อปนเปื้อนจากมือสู่อาหารและเกิดการติดโรคได้
ข้อห้ามเมื่อมีอาการท้องร่วง

1. ห้ามรับประทานยาฆ่าเชื้อ เพราะท้องร่วงเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งมียารักษา แต่ยังไม่มียาฆ่าเชื้อถ้าเกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นการกินยาฆ่าเชื้อซึ่งฆ่าได้เฉพาะเชื้อแบคทีเรียก็ไม่สามารถฆ่าเชื้อได้และอาจทำให้เชื้อดื้อยาได้

2. ห้ามรับประทานยาหยุดถ่าย การขับถ่ายเป็นขบวณการขับของเสียออกจากร่างกาย หากรับประทานยาหยุดถ่ายจะทำให้ลำไส้ทำงานน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น

ลักษณะของอุจจาระสามารถบ่งบอกได้ถึงสภาวะสุขภาพได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสุขภาพลำไส้และการขับถ่าย หากใครกำลังพบปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่ายและอุจจาระมีลักษณะที่เปลี่ยนไป บทความนี้อาจช่วยหาสาเหตุเบื้องต้นได้

ลักษณะอุจจาระพบได้หลายรูปทรง และลักษณะของผิวอุจจาระอาจแตกต่างกันไป ซึ่งลักษณะที่เปลี่ยนไปอาจเป็นสัญญาณของสุขภาพการขับถ่ายที่แตกต่างกัน บางครั้งก็อาจมาพร้อมกับอาการอื่น ๆ อย่างอาการปวดท้อง เวียนหัว และอ่อนเพลีย

ลักษณะอุจจาระกับสุขภาพ

โดยทั่วไปอาจแบ่งลักษณะอุจจาระออกเป็น 7 แบบด้วยกัน

1. อุจจาระแข็งและเป็นเม็ด

อุจจาระที่มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง แห้ง และขับออกมาเป็นเม็ดหลาย ๆ เม็ด เป็นสัญญาณของโรคท้องผูกที่ค่อนข้างรุนแรง โดยอาจพบร่วมกับอาการปวดท้อง ขับถ่ายยาก ถ่ายไม่สุด และรู้สึกเจ็บขณะขับถ่าย

หากมีอาการท้องผูกรุนแรงและพบเลือดปนมากับอุจจาระ หรือถ่ายในลักษณะนี้สลับกับถ่ายเหลวติดต่อกัน ควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคลำไส้ที่รุนแรงได้

2. อุจจาระแข็งเป็นเม็ดและติดกันเป็นก้อนยาว

ลักษณะอุจจาระที่ยาว แข็ง แห้ง ผิวขรุขระ เป็นเม็ดคล้ายกับชนิดแรกแต่อยู่ติดกันเป็นก้อน จัดเป็นอาการของโรคท้องผูกเช่นกัน แต่ระดับความรุนแรงน้อยกว่าอุจจาระแบบแรก ส่วนอาการอื่นที่พบก็มีลักษณะเดียวกัน ซึ่งสาเหตุก็มาจากการขาดสารอาหารประเภทไฟเบอร์ การดื่มน้ำไม่เพียงพอ ร่วมกับพฤติกรรมการขับถ่ายที่ไม่ดี อายุที่เพิ่มมากขึ้น และปัจจัยอื่น ๆ

3. อุจจาระก้อนยาวผิวมีรอยแตก

อุจจาระลักษณะนี้หมายถึงการมีสุขภาพการขับถ่ายที่ดี สังเกตได้จากอุจจาระที่จับตัวกันก้อนนิ่ม ผิวของอุจจาระมีรอยแตกเล็กน้อย และขับถ่ายได้ง่าย

4. อุจจาระก้อนยาวผิวเรียบ

ลักษณะอุจจาระในรูปแบบนี้สื่อถึงการมีสุขภาพการขับถ่ายที่ดีเช่นเดียวกัน ดูจากภายนอกจะเห็นว่าอุจจาระมีผิวเรียบ นิ่ม ขับถ่ายได้ง่าย ส่วนปลายอุจจาระจะมีลักษณะเรียวยาวคล้ายกับหางงู

5. อุจจาระเป็นแผ่น ไม่จับตัวกัน

หากพบอุจจาระลักษณะเป็นแผ่นขนาดเล็ก ไม่จับตัวกัน และขับถ่ายออกมาได้ง่ายอาจเป็นสัญญาณของการขาดไฟเบอร์หรืออาจเป็นสัญญาณของอาการท้องร่วงแบบไม่รุนแรงก็ได้เช่นกัน แม้ว่าลักษณะอุจจาระแบบนี้จะขับถ่ายออกมาได้ง่าย แต่ก็ยังไม่จัดอยู่ในระดับการขับถ่ายที่ดี

6. อุจจาระกึ่งเหลว

ลักษณะอุจจาระแบบกึ่งเหลว มีลักษณะคล้ายกับการอุจจาระเป็นก้อน หากสังเกตจะเห็นว่ามีความนิ่มและเหลวกว่ามาก แต่ไม่ถึงขั้นเหลวเป็นน้ำ ซึ่งเป็นสัญญาณของการติดเชื้อและการอักเสบภายในลำไส้ที่อาจเกิดจากโรคอาหารเป็นพิษ การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการกินอาหารรสจัด ซึ่งคนที่มีอุจจาระลักษณะนี้อาจมีอาการถ่ายบ่อยและปวดท้อง

7. อุจจาระเหลว

อุจจาระเหลวคือการขับถ่ายออกมาเป็นของเหลวทั้งหมด หรือมีอาการท้องเสีย ซึ่งมีสาเหตุเดียวกันกับอุจจาระแบบกึ่งเหลว เพียงแต่เป็นอาการท้องร่วงที่รุนแรงกว่า คนที่ขับถ่ายออกมาในลักษณะนี้จะขับถ่ายมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน และอาจพบอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียร่วมด้วย ส่วนใหญ่มักหายได้เองภายใน 2‒3 วัน

หากพบลักษณะอุจจาระในแบบที่ 6 และแบบที่ 7 และพบกับภาวะขาดน้ำ  ยูฟ่า ปากแห้ง อ่อนเพลีย เวียนหัว ปวดท้องรุนแรง หน้าท้องเกิดรอยแดง เป็นไข้สูง อุจจาระปนเลือด หรือน้ำหนักลด ควรไปพบแพทย์

วิธีดูแลลำไส้และการขับถ่ายให้สุขภาพดี

หากใครอยากมีลักษณะอุจจาระที่อยู่เกณฑ์สุขภาพดี วิธีต่อไปนี้ช่วยได้

ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน

คนแต่ละช่วงวัยมีปริมาณของเหลวที่ควรได้รับต่อวันแตกต่างกัน ซึ่งควรศึกษาปริมาณการดื่มน้ำที่เหมาะสมและหมั่นจิบน้ำตลอดวัน เพราะของเหลวมีส่วนช่วยในการทำงานของลำไส้ตั้งแต่ระบบย่อยอาหารไปจนถึงระบบขับถ่าย ช่วยให้อุจจาระนิ่ม ขับออกได้ง่าย และยังช่วยชดเชยน้ำในร่างกายที่สูญเสียกับอาการท้องร่วงได้ด้วย

กินผักผลไม้ให้มากขึ้น

ผักผลไม้เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งไฟเบอร์ส่งผลดีต่อ ลำไส้และการขับถ่าย ช่วยให้ขับถ่ายได้ง่ายและบรรเทาอาการท้องผูก นอกจากนี้ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์บางส่วนยังชี้ว่าการได้รับไฟเบอร์ในปริมาณเหมาะสมอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารและโรคมะเร็งลำไส้ได้ แต่ข้อมูลส่วนนี้จำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติม

ออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายสามารถกระตุ้นการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายให้ทำงานได้เป็นปกติ รวมถึงกระตุ้นการทำงานของลำไส้จึงช่วยให้ขับถ่ายได้เป็นปกติและช่วยให้มีลักษณะอุจจาระที่อยู่ในสุขภาพดีได้

วิธีสังเกตลักษณะอุจจาระเพิ่มเติม

นอกจากการสังเกตลักษณะอุจจาระแล้ว การสังเกตสีของอุจจาระก็อาจสื่อถึงสัญญาณสุขภาพได้เช่นกัน

  • อุจจาระสีน้ำตาล ไม่ว่าจะน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลอ่อน ถือเป็นสีปกติของอุจจาระ
  • อุจจาระสีเขียวอ่อนเป็นลักษณะของอุจจาระทั่วไป หากอุจจาระสีเขียวเข้มอาจมาจากอุจจาระนั้นถูกขับออกมาเร็วเกินไป
  • อุจจาระสีเหลืองพบได้ทั่วไป หรือมาจากกินอาหารไขมันสูง ปัญหาการดูดซึม ปัญหาเกี่ยวกับท่อน้ำดี และโรคเซลิแอค (Celiac Disease)
  • อุจจาระสีดำอาจมาจากการกินอาหารเสริมธาตุเหล็ก การใช้ยาบางชนิด และอาจหมายถึงการมีเลือดออกในลำไส้ส่วนบน ดังนั้น หากไม่ได้ใช้อาหารเสริมหรือยาแล้วพบอุจจาระสีดำคล้ายยางมะตอย ร่วมกับมีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลีย ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์
  • อุจจาระสีซีดหรือสีขาวเกิดจากภาวะท่อน้ำดีอุดตัน
  • อุจจาระสีแดงจากเลือดปน เป็นสัญญาณของโรคริดสีดวงทวารและการมีเลือดออกภายใน ควรไปพบแพทย์เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สีและลักษณะอุจจาระเป็นเพียงการประเมินสาเหตุเบื้องต้นเท่านั้น หากพบอาการที่อาจเป็นสัญญาณของโรครุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *