ตั้งครรภ์ 9 เดือน (ท้อง 9 เดือน)

คุณแม่ท้อง 9 เดือน การเปลี่ยนแปลงช่วงใกล้คลอด เพื่อสมาชิกใหม่ของครอบครัว

ท้อง 9 เดือน เป็นเดือนสุดท้ายที่คุณแม่ใกล้จะได้พบกับสมาชิกใหม่ของครอบครัว โดยทารกในครรภ์มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงที่ครบสมบูรณ์และพร้อมที่จะลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่สัปดาห์ ทั้งนี้คุณแม่ส่วนใหญ่มักไม่ได้คลอดตรงกับวันกำหนดคลอด จึงอาจรู้สึกกังวลว่าจะคลอดลูกน้อยได้อย่างสมบูรณ์ปลอดภัยหรือไม่

ความเครียดและความกังวลขณะตั้งครรภ์อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ การเรียนรู้พัฒนาการของทารกในครรภ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง จะช่วยให้คุณแม่ทราบวิธีดูแลสุขภาพที่เหมาะสมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการคลอดได้ดียิ่งขึ้น

ท้อง 9 เดือนกับพัฒนาการทารกแต่ละสัปดาห์

สัปดาห์ที่ 37

ทารกจะมีความยาวประมาณ 48 เซนติเมตร และมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 2.8 กิโลกรัม สัปดาห์ที่ 37  โดยในแต่ละวันน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นประมาณ 14 กรัม อวัยวะหลักในร่างกายทำงานได้เกือบสมบูรณ์ มีเพียงปอดและสมองที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่

ลำไส้ของทารกจะผลิตขี้เทา (Meconium) ซึ่งเป็นอุจจาระของทารกในครรภ์ โดยเราจะสังเกตุ มีลักษณะเหนียวข้นและมีสีเขียวเข้ม โดยทารกจะขับถ่ายออกมาในช่วง 2–3 วันแรกหลังคลอด

ในสัปดาห์ที่ 37 นี้ ทารกส่วนใหญ่มักมีเส้นผมขึ้นทั่วทั้งศีรษะ โดยมีความยาวประมาณ 1–3 เซนติเมตร อาจจะมีเส้นผมชุดนี้อาจไม่เป็นสีเดียวกับสีผมของคุณพ่อคุณแม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจะเริ่มหลุดร่วงและมีเส้นผมชุดใหม่ขึ้นมาแทน

สัปดาห์ที่ 38

พอถึงในสัปดาห์นี้ จะมีความยาวประมาณ 50 เซนติเมตรของทารกในครรภ์ และอาจจะมีน้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของทารกในสัปดาห์นี้อาจช้าลงเล็กน้อย โดยเส้นผมชุดแรก (Lanugo) และไขที่เคลือบผิวหนังของทารก (Vernix Caseosa) เริ่มหลุดร่วงและสลายไป

เซลล์ไขมันในร่างกายทารกเริ่มสะสมใต้ผิวหนังมากขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตภายนอกมดลูกของคุณแม่หลังคลอด นอกจากนี้ ระบบภูมิคุ้มกันของทารกจะพัฒนาขึ้นเพื่อปกป้องร่างกายจากการเจ็บป่วยต่าง ๆ

สัปดาห์ที่ 39

สู่สัปดาห์ที่ 39 ทารกจะมีน้ำหนักประมาณ 3.3 กิโลกรัม  ยูฟ่า  ส่วนของกล้ามเนื้อแขนและขาของทารกจะพัฒนาอย่างสมบูรณ์ มีเล็บมือและเล็บเท้าครบถ้วน เซลล์ไขมันใต้ผิวหนังจะสะสมเพิ่มขึ้นเพื่อควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทารกหลังคลอด นอกจากนี้ทารกในครรภ์จะเริ่มกลับหัวลงสู่ช่องเชิงกราน ซึ่งตำแหน่งของทารกจะอยู่ต่ำลงมากว่าตำแหน่งเดิม ทำให้คุณแม่หายใจได้สะดวกขึ้น

สัปดาห์ที่ 40

โดยทารกเพศชายอาจมีน้ำหนักตัวมากกว่าเพศหญิงเล็กน้อย  น้ำหนักทารกในสัปดาห์ที่ 40 มีน้ำหนักประมาณ 3.4 กิโลกรัม ของสัปดาห์นี้ ร่างกายทารกจะพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมออกมาดูโลกภายนอกแล้ว โดยเส้นผมชุดแรกของทารกมักหลุดร่วงไปจนหมดหรืออาจหลงเหลืออยู่บ้างหลังคลอด

ผิวหนังของทารกมีลักษณะบางจนสามารถเห็นหลอดเลือดแดงใต้ผิวหนัง ทำให้สีผิวของทารกแรกเกิดเป็นสีแดงอมม่วง จากนั้นจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงอมชมพู และเม็ดสีผิวจะเริ่มสร้างสีผิวถาวรหลังคลอดได้ 6 เดือน

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่เมื่อตั้งท้อง 9 เดือน

การตั้งครรภ์ในเดือนที่ 9 ร่างกายคุณแม่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่แตกต่างกัน อาการที่มักพบบ่อย ได้แก่

  • อาการท้องลดหรือตำแหน่งหน้าท้องของคุณแม่ลดต่ำลง เนื่องจากทารกเริ่มเคลื่อนตัวลงมาใกล้บริเวณกระดูกเชิงกรานมากขึ้น คุณแม่จะเริ่มหายใจได้สะดวกขึ้น แต่อาจรู้สึกปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน รู้สึกถึงแรงกดที่บริเวณท้อง และปัสสาวะบ่อยขึ้น
  • มีมูกสีขาวไหลออกมาทางช่องคลอด (Mucus Plug) โดยมักเริ่มไหลออกมาก่อนการคลอดประมาณ 2 สัปดาห์
  • อาการบวมตำแหน่งข้อเท้าร่วมและมือ ใบหน้าและรอบดวงตา และอาจมีน้ำหนักขึ้นผิดปกติ ควรไปพบแพทย์ทันที ข้อเท้าและเท้าบวม แต่หากสังเกตว่ามีอาการบวมอย่างฉับพลัน  เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia)
  • ฝันร้ายจากความวิตกกังวลในช่วงใกล้คลอด ปวดหลัง อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ

สังเกตสัญญาณผิดปกติที่ควรไปพบแพทย์

เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 คุณแม่ควรสังเกตการดิ้นของทารกในครรภ์เป็นพิเศษ โดยแพทย์อาจให้นับจำนวนครั้งที่ลูกดิ้นเพื่อประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์ หากทารกดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้งในระยะเวลา 2–3 ชั่วโมง อาจเป็นสัญญาณความผิดปกติของทารกในครรภ์ คุณแม่จึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

คุณแม่ตั้งครรภ์จะอยู่ระหว่าง 37–41 สัปดาห์ โดยปกติแล้วอายุครรภ์ เกินกำหนดเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 42 ของการตั้งครรภ์ ทั้งนี้แพทย์อาจพิจารณาและประเมินความเสี่ยงก่อนใช้วิธีการชักนำคลอด (Induction of Labor) ซึ่งเป็นวิธีกระตุ้นให้เกิดอาการเจ็บท้องคลอด

ในกรณีที่คุณแม่มีอายุครรภ์เกิน 41 สัปดาห์ และยังไม่มีการเจ็บท้องคลอดเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพของทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์

ปวดท้องอย่างรุนแรง มีเลือดออกทางช่องคลอด  หากมีอาการผิดปกติใด ๆ อย่างอื่น เช่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง เวียนศีรษะ เห็นภาพเบลอหรือเห็นแสงวูบวาบ ควรไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

ตั้งครรภ์ 9 เดือน (ท้อง 9 เดือน)
ตั้งครรภ์ 9 เดือน (ท้อง 9 เดือน)

เตรียมพร้อมสำหรับการคลอด

คุณแม่ควรปรึกษาเตรียมวางแผนการคลอดกับแพทย์ ในเวลาช่วงใกล้คลอด เปิดดูศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการคลอด จัดเตรียมของใช้ล่วงหน้าสำหรับวันคลอด ศึกษาเส้นทางการไปโรงพยาบาล และพูดคุยกับคุณพ่อหรือคนในครอบครัวเพื่อคอยช่วยเหลือดูแลคุณแม่หรือเป็นธุระคอยติดต่อในเรื่องต่าง ๆ ที่โรงพยาบาล

ถือเป็นวิธีการคลอดปกติที่ที่มีความปลอดภัย โดยทั่วไปคุณแม่หลายคนอาจคลอดด้วยวิธีธรรมชาติ ต่อคุณแม่และลูก ใช้เวลาพักฟื้นน้อย และสามารถให้นมได้เร็ว แต่ในบางกรณีคุณแม่อาจไม่สามารถคลอดด้วยวิธีธรรมชาติได้ เช่น ทารกไม่อยู่ในท่าเอาหัวลง ทารกตัวใหญ่เกินกว่าจะคลอดทางช่องคลอดได้ หรือคุณแม่มีปัญหาสุขภาพบางอย่าง แพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีการผ่าคลอด เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และทารก

ลักษณะอาการของคุณแม่แต่ละคน อาจมีอาการใกล้คลอดแตกต่างกัน เช่น มีมูกสีขาวไหลออกมาทางช่องคลอด น้ำเดิน เจ็บท้องถี่และแรงขึ้นเป็นจังหวะ ปวดหลัง และท้องเสีย การสังเกตอาการของตนเองอยู่เสมอจะช่วยให้คุณแม่ทราบและเตรียมความพร้อมเพื่อไปโรงพยาบาลได้ทันทีหากมีอาการใกล้คลอด

อาจวิตกกังวลได้ง่าย เมื่อถึงครบกำหนดคลอด คุณแม่ท้อง 9 เดือน ทั้งนี้ การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการของลูก การเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นร่างกายคุณแม่ และการดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์อย่างเหมาะสมจะช่วยให้คุณแม่มีสุขภาพที่แข็งแรง คลายความกังวลใจ และเตรียมพร้อมต้อนรับเจ้าตัวน้อยที่จะลืมตาดูโลกได้อย่างราบรื่น

ดูแลครรภ์ให้ถูกวิธี
ฝากครรภ์สำคัญที่สุด เพื่อช่วยโ

ดูแลรักษาสุขภาพของแม่และทารกในครรภ์ให้ดำเนินไปได้ด้วยดีตลอดการตั้งครรภ์และการคลอด
คลอดบุตรที่มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์
ลดอัตราตายและภาวะแทรกซ้อนของแม่และเด็ก
อาหารต้องเหมาะสม ได้แก่

แคลอรี่ที่ต้องเพิ่มขึ้นร้อยละ 20
เพิ่มโปรตีน แร่ธาตุ และวิตามิน
เน้นเนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว ผัก และผลไม้
งดอาหารรสจัด สุรา ยาเสพติด
ไม่สูบบุหรี่

ใช้ชีวิตให้ถูกสุขลักษณะ ได้แก่ รักษาความสะอาด
ใส่เสื้อผ้าให้หลวมสบาย
ไม่ใส่รองเท้าส้นสูง
ดูแลรักษาฟัน ขูดหินปูน
ดูแลหน้าท้อง ทรวงอก ระบบขับถ่าย
มีเพศสัมพันธ์ด้วยท่าที่เหมาะสม ในกรณีที่ไม่มีข้อห้าม ตามคำแนะนำของแพทย์
พักผ่อนนอนหลับวันละ 8 – 14 ชั่วโมง
ขูดหินปูน

ออกกำลังกายและทำงานแบบพอดี ได้แก่

ปฏิบัติงานประจำวันตามปกติ
ไม่ควรทำงานหนัก
ไม่ควรออกกำลังกายจนเหนื่อย
การออกกำลังกายควรเริ่มหลังตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน

6 อาการที่คุณแม่ต้องระวัง
หากมีอาการดังต่อไปนี้ควรรีบมาพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ

น้ำหนักขึ้นมากกว่าปกติ
เปลือกตาบวม
ปวดศีรษะตรงหน้าผากและขมับข้างขวา
ตาพร่า
ปัสสาวะไม่ออก
เลือดออกผิดปกติ

ตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ คุณพ่อคุณแม่จะต้องช่วยกันดูแลครรภ์ให้มีคุณภาพ รับประทานอาหารอย่างเหมาะสม ใช้ชีวิตให้ถูกสุขลักษณะ ทำงานและออกกำลังกายแบบพอดี ไม่กังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ การคลอด และการเลี้ยงเด็กแรกเกิด ที่สำคัญเมื่อคุณแม่ทราบเทคนิคในการดูแลครรภ์แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมในการคลอดบุตร ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง ปกป้องสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ได้อย่างเหมาะสม

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *