การทำสวนเสริมสร้างสุขภาพ

ทำสวนกิจกรรมเสริมสุขภาพสำหรับคนทุกวัย มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย

ทำสวน อาจเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่หลายคนชื่นชอบ ถือเป็นการใช้เวลาว่างท่ามกลางต้นไม้และธรรมชาติที่ร่มรื่น ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ แต่รู้หรือไม่ว่าการทำสวนมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตใจ และทำให้คนในครอบครัวได้ใช้เวลาว่างทำกิจกรรมร่วมกันอีกด้วย

การทำสวนสามารถทำได้หลายรูปแบบ และอาจไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ โดยทั่วไป คนนิยมจัดสวนเพื่อความสวยงาม น่าอยู่ และร่มรื่นให้กับบ้าน หรือบางคนอาจเลือกปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อรับประทานในครอบครัว บทความนี้จะบอกเล่าถึงประโยชน์ของการทำสวนที่คุณอาจยังไม่เคยรู้ และข้อควรปฏิบัติใน การทำสวนอย่างปลอดภัย

การทำสวนเสริมสร้างสุขภาพอย่างไรบ้าง

ประโยชน์ของการทำสวน 7 ข้อที่ทำให้คุณมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ ได้แก่

  1. ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง

หลายคนทราบดีว่าการออกกำลังกายช่วยให้สุขภาพแข็งแรง การทำสวนจัดเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยให้เราได้เคลื่อนไหวร่างกายพร้อมกับสูดอากาศสดชื่น ผลการวิจัยหนึ่งพบว่าการทำสวนเป็นเวลา 12 สัปดาห์ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ รวมทั้งช่วยลดความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลได้

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) การทำสวนเป็นแบบหนึ่งที่ทำให้ร่างกายหายใจเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพื่อเผาผลาญพลังงาน โดยการทำสวนในบ้าน เช่น การตัดเล็มกิ่งไม้ รดน้ำต้นไม้ การตัดหญ้าโดยใช้เครื่องตัดหญ้า และการกวาดใบไม้ จัดเป็นการออกกำลังกายในระดับปานกลาง (Moderate Intensity) ที่ไม่หนักจนเกินไป และเหมาะกับคนทุกช่วงวัย

  1. เสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจ

การออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดความดันโลหิต โดยการทำสวนเป็นกิจกรรมหนึ่งในป้องกันความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด (Heart Attack) และโรคหลอดเลือดสมอง สมาคมโรคหัวใจสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) จึงแนะนำให้คนทั่วไปออกกำลังกายแบบความหนักปานกลางเป็นเวลา 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพหัวใจที่แข็งแรง

  1. ช่วยในการทำงานของสมอง

ในสวนมีส่วนช่วยพัฒนาการทำงานของสมอง การใช้เวลาอยู่กับต้นไม้และพืชพรรณต่าง ๆ ช่วยเสริมสร้างความจำให้ดีขึ้น โดยมีงานวิจัยระบุว่า การทำสวนวันละ 20 นาทีเป็นประจำอาจช่วยเพิ่มปัจจัยช่วยเซลล์ระบบประสาทเติบโต (Brain Nerve Growth Factors) จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้

ทั้งนี้ ผู้สูงอายุควรเลือกกิจกรรมที่ไม่ใช้แรงมากจนเกินไป อย่างการรดน้ำต้นไม้ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและอันตรายจากการการทำสวน นอกจากนี้ หากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการออกกำลังกายที่เหมาะสม

  1. รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากพืชผักสวนครัว

การทำสวนมีหลายรูปแบบและให้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน ซึ่งนอกจากการปลูกต้นไม้และดอกไม้เพื่อความสวยงามและเพิ่มสีสันให้กับที่อยู่อาศัยแล้ว การปลูกพืชผักสวนครัวเป็นการทำสวนอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม เนื่องจากทำให้คนในครอบครัวได้รับประทานผักสดที่มีคุณค่าทางอาหาร ปลอดภัยจากสารเคมี และยาฆ่าแมลง แถมยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักมาประกอบอาหารในแต่ละวันอีกด้วย

การปลูกพืชสวนครัวควรคำนึงถึงพื้นที่และตำแหน่งที่ต้องการปลูก หากมีพื้นที่ไม่มากอาจเลือกปลูกพืชในกระถางต้นไม้ กระบะ หรือภาชนะเล็ก ๆ และอาจเริ่มปลูกพืชที่ปลูกง่ายและคนในครอบครัวชอบรับประทาน เช่น กะเพรา คะน้า และโหระพา เป็นต้น

  1. รับวิตามินดีจากแสงแดด

การทำสวนยังเป็นกิจกรรมกลางแจ้งที่ช่วยให้กระตุ้นให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีในแสงแดด โดยวิตามินดีมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส จึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟันให้แข็งแรง และยังช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและเซลล์เม็ดเลือดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ผิวคล้ำเสีย การสัมผัสแสงแดดจัดเป็นเวลานานอาจทำให้ผิวไหม้ เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง หรือเป็นลมแดดได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการทำสวนในช่วงเวลา 10.00–16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีแสงแดดจัด

  1. ผ่อนคลายความเครียดและความกังวล

หลายคนอาจทราบว่าการใช้เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งชมบรรยากาศหรือการเดินเล่นในสวนช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลได้ การทำสวนก็มีส่วนช่วยให้สภาพจิตใจดีขึ้นได้เช่นกัน โดยมีงานวิจัยระบุว่า การทำสวนช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียด ทำให้ผู้ทำสวนรู้สึกผ่อนคลาย และมีอารมณ์ให้แจ่มใสขึ้น

นอกจากนี้ ในวิธีที่นำมาใช้บำบัดรักษาผู้ที่มีอาการวิตกกังวล การทำสวนเป็นหนึ่ง ในโรคซึมเศร้า และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพในด้านอื่น ๆ โดยการทำสวนจะช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ ทำให้เกิดการตั้งเป้าหมายและรับรู้ถึงคุณค่าในตัวเองมากยิ่งขึ้น

  1. สร้างความสัมพันธ์ร่วมกับคนในครอบครัว

การทำสวนเป็นกิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันกับคนในครอบครัว ซึ่งช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันในวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูก ๆ ไปช่วยรดน้ำต้นไม้ หว่านเมล็ดพืช และเก็บดอกไม้หรือผักสวนครัวมาทำอาหารรับประทานด้วยกัน

นอกจากนี้ พ่อแม่อาจสอนให้ลูกได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์จากการทำสวน ซึ่งจะทำให้เด็ก ๆ ได้ฝึกฝนพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ การคิด การตัดสินใจ และความรับผิดชอบผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานร่วมกับคนในครอบครัว

ทำสวนอย่างไรให้ปลอดภัย

ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพเช่นเดียวกับกิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ การทำสวนเป็นกิจกรรมหนึ่ง โดยก่อนเริ่มการทำสวน ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการทำสวนในรูปแบบต่าง ๆ ชนิดของต้นไม้ที่ต้องการปลูก และวิธีการดูแลต้นไม้ โดยเลือกปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ในบริเวณที่อยู่อาศัยและความต้องการของผู้ปลูก เช่น ปลูกผักสวนครัว ปลูกไม้ดอก หรือปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา เป็นต้น

ทั้งนี้ ควรดูแลความปลอดภัยของตัวเองและคนในครอบครัวขณะทำสวนด้วยวิธีต่อไปนี้

  • อบอุ่นร่างกายโดยการยืดกล้ามเนื้อให้ร่างกายพร้อมที่จะทำสวน แม้การทำสวนในบ้านมักไม่ได้ใช้แรงอย่างหนัก แต่การอบอุ่นร่างกายถือเป็นสิ่งจำเป็นก่อนการออกกำลังกายทุกชนิด เพราะจะช่วยป้องอาการหน้ามืด เป็นลม และลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อได้
  • ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ทาโลชั่นป้องกันยุงและแมลง โดยก่อนการทำสวนอย่างน้อย 15 นาที นอกจากนี้ ควรสวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายและสวมหมวกปีกกว้างเพื่อป้องกันแสงแดดและแมลงกัดต่อย
  • สวมถุงมือและรองเท้าที่ปิดบริเวณนิ้วเท้าและส้นเท้า เพื่อป้องกันการได้รับบาดเจ็บจากการขีดข่วนของต้นไม้และอุปกรณ์ทำสวน และสวมหน้ากากป้องกันการได้รับเชื้อแบคทีเรียฟรานซิเซลล่า ทูลารีซิส (Francisella Tularensis)  ยูฟ่า ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบในดิน หากสูดดมละอองที่ปนเปื้อนเชื้ออาจเป็นสาเหตุของโรคไข้กระต่าย (Tularemia) ได้
  • อ่านฉลากปุ๋ย น้ำยากำจัดวัชพืช หรือผลิตภัณฑ์เคมีต่าง ๆ ให้ละเอียด และใช้ในปริมาณที่ฉลากแนะนำเพื่อความปลอดภัย
  • ควรหยุดพักเป็นระยะเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ ขณะทำสวน และจิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ
  • ระมัดระวังไม่ให้เด็กใช้สารเคมีต่าง ๆ และอุปกรณ์ทำสวนที่มีคม อย่างกรรไกรหรือมีด และหลังใช้งานเสร็จควรเก็บอุปกรณ์เหล่านี้ในตู้หรือห้องที่ปิดมิดชิด
  • ล้างมือให้สะอาดหลังจากการทำสวน เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อาจติดมากับมือและเล็บ
สวนผักขนาดเล็ก ปลูกไว้ที่บ้าน
สวนผักขนาดเล็ก ปลูกไว้ที่บ้าน

ทำสวน เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน ทั้งช่วยเสริมความแข็งแรงของร่างกายและจิตใจ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัว ช่วยให้บ้านสวยงามร่มรื่น และยังให้ผลผลิตที่มีประโยชน์นำมารับประทานได้ด้วย ทั้งนี้ หากรู้สึกไม่สบายตัวหรือได้รับบาดเจ็บจากการ ทำสวน ควรหยุดพักและดูแลอาการ เมื่อหายดีแล้วค่อยกลับไป ทำสวน อีกครั้ง

การดูแลสุขภาพสำหรับเกษตรกร

การดูแลสุขภาพสำหรับเกษตรกร การป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

ไม่เพียงส่งผลกระทบทางสุขภาพของเกษตรกรเฉพาะเพียงกลุ่มเดียว การเจ็บป่วยจากการใช้สารเคมีเพื่อกำจัดศัตรูพืช แต่ยังส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้บริโภคอีกด้วย รวมถึงสารเคมีทางการเกษตรนอกจากจะปนเปื้อนในพืช ผัก ผลไม้ แล้วยังเกิดการสะสมในสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำ  ดิน บรรยากาศ

การเจ็บป่วยที่เกิดจากการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชจึงจำเป็นจะต้องได้รับการดำเนินการควบคุม แก้ไข เพื่อที่ลดจำนวนผู้ป่วยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค  ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะเกษตรกรเองต้อง ซึ่งต้อง ลด ละ เลิกการใช้สารเคมี หากหลีกเลี่ยงได้ให้ใช้วิธีเกษตรแผนใหม่หรือเกษตรอินทรีย์ เน้นการใช้สารชีวภาพ ลดปริมาณการใช้สารเคมี หากมีความจำเป็นที่ต้องใช้สารเคมีอยู่ ควรมีพฤติกรรมที่ปลอดภัย ด้วยการ “อ่าน ใส่ ถอด ทิ้ง”

  • อ่าน : ให้เกษตรกรอ่านฉลากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชก่อนใช้และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
  • ใส่อุปกรณ์เครื่องมือ : ใส่อุปกรณ์เครื่องมือป้องกันอันตรายจากสารเคมีขณะทำงาน เช่น เสื้อผ้ามิดชิดรัดกุม หน้ากาก ถุงมือ รองเท้า เป็นต้น
  • ถอด : ถอดชุดและอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ใช้ขณะฉีดพ่น หรือทำงาน แยกซักจากเสื้อผ้าอื่นๆแล้วรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
  • ทิ้ง : ทิ้งผลิตภัณฑ์บรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้ถูกต้อง คัดแยกออกจากขยะทั่วไป ให้อยู่ในกลุ่มขยะอันตราย ทิ้งให้ห่างไกลจากแหล่งน้ำ ป้องกันการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

ขอให้เกษตรกรพึงตระหนักว่า การใช้สารเคมีทำให้เสียสองต่อ กล่าวคือนอกจากจะเสียเงินในการซื้อสารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ ในอนาคตต้องนำเงินที่ได้นั้นมารักษาสุขภาพที่เสียไปจากสารเคมี เสียทั้งสุขภาพ เสียเงิน เสียเวลา ได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นขอเชิญชวนให้เกษตรกรทุกท่าน ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของตัวท่านเองและคนรอบข้าง

การป้องกันอันตรายจากอันตรายในการทำงานด้านอื่นๆ

การบาดเจ็บกล้ามเนื้อและข้อ

การบาดเจ็บกล้ามเนื้อเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไป เช่น ออกแรงยกลาก เข็น ของที่มีน้ำหนักมากๆ หรือทำงานอยู่ในท่าซ้ำ ตลอด ทั้งวัน ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการอักเสบ ปวด บวม การเคลื่อนไหวผิดปกติ

วิธีการป้องกัน

  1. ไม่ควรออกแรงยกพลัก เข็น ลาก ทูน เกินกำลัง ถ้าเป็นสิ่งของที่มีน้ำหนักมากต้องใช้เครื่องมือหรือคนอื่นๆช่วย
  2. ยกของด้วยท่าทางที่ถูกต้อง ย่อตัวลง ให้ สิ่งของนั้นแนบชิดลำตัวใช้กำลังของขาดันตัวขึ้น ไม่ก้มงอหลังขณะยกของ
  3. ทำกายบริหารในท่าต่างๆ เพื่อให้ร่างกายเกิดความยืดหยุ่น ลด ความเมื่อยล้าได้
  4. ควรเปลี่ยนอิริยาบถเมื่อต้องทำงานท่าหนึ่งท่าใดนานๆ เช่น ยืนนานๆ ก็นั่งพัก นั่งยองๆ นานๆ ก็ลุกยืนเดินไปมาบ้าง เป็นต้น

โรคติดเชื้อ สัตว์/แมลงมีพิษ

การทำการเพาะปลูกนอกจากท่านจะเสี่ยงต่อสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ต่อ แตน แล้วบางครั้งหากท่านต้องทำงานในที่ที่มีน้ำขัง ท่านอาจต้องเสี่ยงต่อโรคฉี่หนู ซึ่งทำให้เกิดอาการไข้ หนาวสั่นปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะบริเวณน่อง ตาเหลือง ตัวเหลือง หากมีอาการดัง กล่าวต้องรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

ถูกตะปูตำ กิ่งไม้ แหลมคม ทิ่มตำ ฯลฯ นอกจากนี้การเกิดบาดแผลขณะทำงาน  ทำให้ เกิดบาดแผลสกปรกก็เป็นสาเหตุทำให้ เกิดโรคบาดทะยักได้ โดยจะมี อาการเสียวที่บาดแผล ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อกระตุก อ้าปากไม่ ได้ อาการกระตุกจะมากขึ้นถ้ามี เสียงดังหรือแสงสว่างมากระตุ้นและอาจเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกัน

  1. การสวมรองเท้ายางหุ้มส้นเพื่อป้องกันของแหลมคม เช่น เศษแก้ว กิ่งไม้แข็งๆ ทิ่มตำจนเกิดบาดแผลและป้องกันสัตว์ เช่น งู หรือสัตว์มีพิษอื่นๆ กัด
  2. เมื่อเกิดบาดแผล ต้องล้างแผลทำความสะอาด โดยเฉพาะแผลจากของแหลมทิ่มตำและควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักทันที
  3. หากที่บาดแผลที่เท้าไม่ควรเดินหรือย่ำน้ำเท้าเปล่า หากจำเป็น ควรสวมรองเท้าให้มิดชิด

ความร้อน

อันตรายจากความร้อนอาจทำให้ เกิดอาการหน้ามืดคลื่นไส้ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ เป็นตะคริว เป็นลม หรืออาจเกิดอาการผิดปกติที่ผิวหนัง เช่น ผื่น ตุ่มแดงๆ เกิ ดอาการเหนื่อยล้าและแสงแดดอาจเป็นสาเหตุของต้อกระจก มะเร็งที่ผิวหนังได้ หากทำงานกลางแดดเป็นเวลานานๆ

วิธีการป้องกัน

  1. การสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เพื่อป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตร้าไวโอเลท ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง
  2. การสวมหมวกปีกกว้างป้องกันแสงจะส่องเข้าดวงตาโดยตรง ซึ่งเป็น สาเหตุของโรคต้อกระจก เพื่อป้องกันสาเหตุของต้อกระจก
  3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ และจัดเตรียมน้ำดื่มให้ เพียงพอตลอดระยะเวลาทำงาน
  4. เมื่อเกิดอาการผิดปกติ เช่น หน้ามืดเวียนศีรษะ ฯลฯ ควรพักในที่ร่มทันที

เสียงดังและความสั่นสะเทือน

การทำงานกับเครื่องมือเครื่องจักรกลที่มี เสียงดังนานๆ อาจทำให้เกิดอันตรายต่อระบบการได้ ยินทำให้ เกิดอาการสูญเสียการได้ ยินแบบชั่วคราว ซึ่งอาการจะกลับเป็นปกติได้แต่หากทำงานในที่ที่มี เสียงดังเป็นเวลานาน โดยไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันจะทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินแบบถาวรซึ่งไม่สามารถรักษาได้

การทำงานกับเครื่องจักรที่มี ความสั่นสะเทือนนาน ๆ เช่น ขับรถยนต์ รถแทรกเตอร์ จะทำให้ ร่างกายเกิดอาการเมื่อยล้า เช่นแขน ขา หรือเกิดอาการปวดเหมือนมี เข็มแทงในกล้ามเนื้อ เกิดการอักเสบของกระดูกเส้นเอ็นและข้อต่อต่างๆ

วิธีการป้องกัน

  1. หลีกเลี่ยงการทำงานกับเครื่องจักรกล อุปกรณ์เครื่องมือที่มีเสียงดังหรือมีความสั่นสะเทือนเป็นเวลานานๆ
  2. หากจำเป็นต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ที่อุดหู
  3. ลดระยะเวลาการทำงานกับเครื่องจักรกล อุปกรณ์เครื่องมือที่มีเสียงดังหรือมีความสั่นสะเทือน

อุบัติเหตุ

เนื่องจากการทำงานเพาะปลูกต้องใช้ เครื่องยนต์ เครื่องจักร ของมีคมต่าง ๆ ในการทำงาน เช่น การดายหญ้าเพื่อกำจัดวัชพืช การเก็บเกี่ยวผลผลิต การตัด การสับ เป็นต้น นอกจากของมีคมแล้วเกษตรกรที่ต้องทำงานในที่สูง เพื่อเก็บเกี่ยว ผลผลิตต่างๆ จากปัจจัยเหล่านี้เกษตรกรจึงมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานได้

วิธีการป้องกัน

  1. ใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับชนิดของงาน
  2. หมั่นศึกษาวิธีการใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง
  3. ตรวจสอบเครื่องมืออุปกรณ์ เครื่องจักรชำรุด และซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้
  4. จัดวางสิ่งของต่างๆให้ เป็นระเบียบไม่ เกะกะกีดขวางจนเกิดอันตราย
  5. สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่เหมาะสม เช่น ถุงมือ
  6. เพิ่มความระมัดระวังเมื่อต้องทำงานในที่สูง

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *