ตกแต่งบ้านทั้งที จ้างสถาปนิก หรือ ออกแบบเองดีกว่า?

อีกหนึ่งเรื่องที่ถือว่าเป็น ปัญหาใหญ่สำหรับคนที่ซื้อบ้าน คือ การตกแต่งภายใน ในการจ้าง สถาปนิก

แน่นอนว่าทุกคนมีบ้านในฝันที่อยากให้ตกแต่งสวยงามเหมือนกับบ้านตามนิตยสารที่เราเห็น แต่ด้วยเงื่อนไขหลักที่มีชื่อว่า “งบประมาณ” ทำให้บ้านในฝันของหลายๆคนนั้นอาจจะต้องลดความต้องการลงมาเท่าที่งบเอื้ออำนวยให้เป็นไปได้ อีกหนึ่งเรื่องคือเรื่องเราจะตกแต่งเอาเองดีหรือจะ จ้างสถาปนิก หรือ interior designer มาออกแบบดีนะ? แล้วขั้นตอนเป็นอย่างไร? ค่าออกแบบเท่าไหร่? หาจากไหน? เจอคำถามมากมากเข้าเลยท้อถอยกันไปก็มีหลายราย ดังนั้นในบทความนี้เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่า ถ้าเราจะตกแต่งบ้านแล้วเนี่ย วิธีการคิดเงินค่าออกแบบ คิดกันอย่างไร เราสามารถประเมินงบประมาณส่วนค่าออกแบบเองได้หรือไม่ เราไปดูกันดีกว่า

แชร์ประสบการณ์จ้างสถาปนิกและอินทีเรียออกแบบบ้าน – HomematePro.com

ก่อนอื่นเลย ไม่ว่าจะออกแบบเองหรือจะไปปรึกษา นักออกแบบ นักออกแบบทุกคนมักจะมีคำถามว่า ในพื้นที่ที่เราจะตกแต่งนี้ เราทำอะไรบ้าง เรามีความต้องการใช้งานอะไรบ้าง ขั้นนี้เราจะต้องคิดก่อนว่าในชีวิตประจำวัน โดยทั่วไป ลักษณะนิสัย การใช้ชีวิตของเรา เรามักจะทำอะไรเป็นประจำ วิถีชีวิตนี้ จะเป็นตัวกำหนดเองว่า ภายในพื้นที่ที่เราจะออกแบบ ควรจะมีอะไรบ้าง เช่น ถ้าเราบอกว่าเราอยากได้โต๊ะทำงาน แน่นอนว่าขนาดโต๊ะทำงานของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน โต๊ะทำงานของนักเรียน นักศึกษาอาจจะต้องการพื้นที่เก็บหนังสือมาก แต่โต๊ะทำงานของสถาปนิก วิศวกร อาจจะต้องการโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ กางแบบดูได้ การที่เราสามารถลงรายละเอียดของแต่ละการใช้งานได้ สิ่งนี้จะเป็นตัวบอกลักษณะและขนาดของเฟอร์นิเจอร์ที่ควรและจำเป็นภายในห้องให้เราเองค่ะ

หลังจากที่เรารู้ว่าอยากจะได้อะไรให้บ้านบ้าง และอยากตกแต่งบ้านให้ออกมาในรูปแบบไหน ขั้นตอนต่อมาคือการออกแบบ ซึ่งก็คือการนำความต้องการ กับ แนวความคิดของเรามารวมร่างกลายเป็นบ้านในฝันของเรานี่เอง ต้องการออกแบบสามารถทำได้โดย

จ้างสถาปนิก ผู้ออกแบบภายใน หรือ มัณฑนากร วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายแต่เราก็มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าบ้านของเราจะสวยได้ดั่งใจฝัน เพราะทางสถาปนิกจะมีประสบการณ์ว่าจะต้องทำอย่างไร บ้านเราจะออกมาดูดี และจะมีการทำภาพจำลองบรรยากาศ หรือ ภาพ 3D ซึ่งศัพท์เฉพาะของสถาปนิกเรียกมันว่า “ตีบ” หรือ “Tive” ซึ่งเป็นคำย่อมาจาก Perspective แปลว่าภาพจำลองทัศนียภาพให้เราเห็นภาพก่อน นอกจากนั้นยังมีการเขียนแบบก่อสร้างและคุยกับผู้รับเหมาซึ่งจะลดความผิดพลาดในการก่อสร้างได้ ข้อแนะนำคือให้หาสถาปนิกที่มีประสบการณ์ การจ้างสถาปนิกเหมาะกับบ้านที่ต้องการงานออกแบบที่ค่อนข้างพิเศษ ถ้ามีงบประมาณที่จำกัดและไม่อยากตกแต่งอะไรมากมาย การตกแต่งบ้านด้วยตัวเองถึงแม้ว่าจะเสียเวลาสักหน่อยแต่ก็จะประหยัดกว่าค่ะ

ออกแบบเอง วิธีนี้ค่อนข้างประหยัด แต่ท่านเจ้าของบ้านต้องอาศัยการทำการบ้าน และ เก็บข้อมูลมากพอสมควร โดยการทำวิธีที่แนะนำไปคือ การกำหนดความต้องการ และ การวางแนวความคิด ซึ่งถ้าอยากเห็นภาพห้องก็อาจจะเอามาวาดๆให้ออกเป็น Sketch หรือ เอาไปจ้างคนทำภาพ 3D ราคาตกอยู่ภาพละ 3000 – 5000 บาท วิธีนี้เหมาะกับบ้านที่มีขนาดเล็ก เราไม่ต้องแต่งอะไรมากนัก ข้อแนะนำคือถ้าคิดไม่ออกว่าจะแต่งอย่างไรให้ไปเดินตามบ้านตัวอย่าง ร้านเฟอร์นิเจอร์ต่างๆที่มีการจัดห้องเป็นตัวอย่างมาให้ แล้วมาปรับใช้ในการออกแบบบ้านของตัวเอง

ให้ทางบริษัทเฟอร์นิเจอร์ออกแบบ ปัจจุบันมีร้านเฟอร์นิเจอร์ที่รับออกแบบวางผัง วางเฟอร์นิเจอร์ และทำออกมาเป็นแบบ 3D ให้ เช่น Index Living mall , Cotto เป็นต้น ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายในการออกแบบ แต่มีข้อจำกัดคือจะต้องใช้เฟอร์นิเจอร์ของบริษัทเฟอร์นิเจอร์นั้นเท่านั้น

โดยทั่วไปแล้ววิธีคิดค่าออกแบบ มีแนวทางปฏิบัติกัน 5 วิธี ดังต่อไปนี้

– คิดค่าบริการวิชาชีพในอัตราร้อยละ (Percentage Fees)

– คิดค่าบริการวิชาชีพตามระยะเวลา (Time Charge Fees)

– คิดค่าบริการวิชาชีพแบบเหมาจ่าย (Lump Sum Fees)

– คิดค่าบริการวิชาชีพแบบต้นทุนบวกค่าดำเนินการ (Cost Plus Fees)

– คิดค่าบริการวิชาชีพตามปริมาณพื้นที่ (Built Area Fees)

 

เพราะบ้าน….เป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนตัวตนผู้อยู่อาศัยโดยเฉพาะบ้านหรู

ที่มีรายละเอียดของแบบบ้าน ความประณีตของงานสร้าง และการตกแต่งเป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากบ้านทั่วไป การที่เจ้าของบ้านให้ความใส่ใจกับรายละเอียดทุกขั้นตอน ไปพร้อมกับการเลือกใช้มืออาชีพในการสร้างจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อผลลัพธ์ที่ได้คือความสมบูรณ์แบบของการอยู่อาศัยทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ดังนั้นเราจึงมีเคล็ดลับดีๆ ที่จะเป็นเหมือนทางลัดในการเตรียมพร้อมก่อนสร้างบ้านหรู เพื่อให้เรื่องที่หลายคนคิดว่ายาก เป็นเรื่องง่ายในพริบตา

เคล็ดลับเตรียมพร้อม ก่อน สร้างบ้านหรู

1. สำรวจความต้องการของสมาชิก

เพราะการสร้างบ้านหรูให้มีคุณค่าเสริมต่อการอยู่อาศัยในทุกรูปแบบของสมาชิกนั้น ต้องสร้างตามใจผู้อยู่อาศัย และคำนึงถึงความสุขในระยะยาวเป็นสำคัญ

โดยเจ้าของบ้านต้องสำรวจความต้องการของสมาชิกทุกคนว่าแต่ละคนมีรูปแบบการใช้ชีวิตแบบไหน ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวเป็นอย่างไร กิจกรรมยามว่างชอบทำอะไร ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ไหนของบ้าน

รวมทั้งก่อนเลือกแบบ หรือให้สถาปนิกออกแบบยังต้องระบุเรื่องจำนวน เพศ อายุ ของสมาชิก จำนวนห้องน้ำ ห้องนอน ความต้องการบ้านสไตล์ไหน และมีมุมหรือฮวงจุ้ยอะไรที่ต้องเน้นเป็นพิเศษด้วย เพื่อการออกแบบบ้านและการคำนวนพื้นที่ใช้สอยที่เหมาะสม รวมทั้งยังอำนวยความสะดวกให้ได้มากที่สุด เช่น บ้านที่มีผู้สูงอายุ อาจต้องเสริมเทคโนโลยี และนวัตกรรมอำนวยความสะดวกด้วย

2. เลือกแบบบ้านให้ตรงใจ กำหนดงานสร้างให้ตรงปก

งานสร้างจะไม่ยุ่งยากหากเจ้าของบ้านมีข้อสรุปเกี่ยวกับแบบบ้านที่ต้องการ และสไตล์บ้านที่ชัดเจน เช่น แบบโมเดิร์นดูดีทันสมัย แบบหรูหราคลาสสิก แบบสวยร่วมสมัย หรือแบบโมเดิร์นผสมผสานความคลาสสิก

การออกแบบบบ้านที่เหมาะสมจะสัมพันธ์กับความต้องการของสมาชิกที่อยู่อาศัยทุกคนด้วย ดังนั้นเพื่อให้บ้านที่สร้างนั้นตอบโจทย์การใช้ชีวิต สมาชิกทุกคนควรมีส่วนร่วมในการเลือก แจ้งความต้องการ และตัดสินใจ

หากเจ้าของบ้านไม่มีแบบในใจ การเลือกใช้บริการจากบริษัทรับสร้างบ้าน จะมีแบบบ้านมาตรฐานและแบบบ้านที่มีดีไซน์สวยๆ ให้เลือกมากมาย ซึ่งเจ้าของบ้านสามารถเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการได้ หรือจะปรับจากแบบที่มีให้เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุดก็ได้

แต่สิ่งสำคัญคือการออกแบบบ้านและการใส่รายละเอียดต่างๆ ในแบบ ควรจบก่อนดำเนินการสร้าง เพื่อแก้ปัญหาการแก้ไขแบบภายหลัง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับงบที่อาจบานปลายด้วยหากสร้างไปเปลี่ยนแบบไป

3. เตรียมพร้อมด้านที่ดินที่มีสิทธิปลูกสร้างอย่างถูกต้อง

การเตรียมความพร้อมทางด้านที่ดิน ถือเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับการสร้างบ้านหรูส่วนใหญ่ใช้ที่ดินค่อนข้างมาก เนื่องด้วยเพราะขนาดบ้านที่มีพื้นที่ใช้สอยเยอะ รวมถึงฟังก์ชันโดยรอบที่ตอบรับการใช้ชีวิตของสมาชิก

ดังนั้นเจ้าของบ้านควรรู้ขนาดของบ้านที่จะสร้าง เพื่อเตรียมที่ดินได้อย่างเหมาะสมกรณียังไม่มีที่ดิน หรือหากมีที่ดินแล้วก็ควรรู้ขนาดที่ดินเพื่อกำหนดขนาดแบบบ้านที่ลงตัว

ที่สำคัญคือเจ้าของที่จะสร้างบ้านต้องมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินอย่างถูกต้อง หรือได้รับการอนุญาตให้ปลูกสร้างในที่ดินโดยมีเอกสารยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร

เมื่อมีที่ดินแล้ว ควรมีการเตรียมพร้อมส่วนของที่ดิน ทั้งการถมที่ เส้นทางที่รถบรรทุกสามารถเข้าถึงได้ รวมทั้งระบบน้ำไฟต้องพร้อมสำหรับการก่อสร้าง

4. เตรียมพร้อมงบสำหรับทุกส่วน จบปัญหางบบานปลาย

การเตรียมพร้อมและควบคุมเรื่องงบประมาณ นอกจากเจ้าของบ้านจะเตรียมไว้สำหรับการก่อสร้างบ้านแล้ว ยังต้องเผื่อไว้สำหรับการจัดการเรื่องที่ดิน เพราะบางคนอาจต้องถมที่ รวมถึงการตกแต่งทำสวน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้การเลือกใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านซึ่งมีบริการอย่างครอบคลุม จะช่วยให้เจ้าของบ้านรู้รายการค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งหมด รวมทั้งบริษัทยังมีเครือข่ายของผู้ให้บริการด้านตกแต่งภายในและตกแต่งสวน ที่สามารถคำนวนค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน ทำให้การบริหารจัดการเรื่องงบเป็นไปอย่างมีระบบ และได้บ้านที่สร้างตรงตามงบที่วางไว้ หมดปัญหาเรื่องงบบานปลายภายหลัง

5. มองหาบริษัทรับสร้างบ้านมืออาชีพ

การสร้างบ้านปกติเรียกว่าใช้งบประมาณสูงแล้ว การสร้างบ้านหรู ยิ่งถือเป็นการใช้งบก้อนใหญ่ ที่ไม่ใช่แค่การให้ใครก็ได้มาสร้างให้ แต่เจ้าของบ้านควรมองหาบริษัทรับสร้างบ้านมืออาชีพมาสร้างให้ เพราะนอกจากการบริการอย่างครบวงจรแล้ว ยังการันตีเรื่องฝีมือช่าง แบบบ้าน ผลงานการสร้างและบริการหลังการสร้าง รวมถึงประกันงานสร้างต่างๆ ด้วย ทำให้บ้านหรูที่สร้างได้แบบถูกใจและมีคุณภาพสมราคา อยู่อาศัยได้อย่างดีในระยะยาว

6.กำหนดช่วงเวลาที่จะสร้างบ้านตั้งแต่เริ่มต้นจนแล้วเสร็จ

การกำหนดช่วงเวลาก่อสร้าง จะช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถวางแผนการจัดการชีวิตล่วงหน้าได้ และสามารถเตรียมพร้อมในขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวกับการสร้างบ้านได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเตรียมงบแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ได้ ทำให้งานสร้างไม่สะดุด และได้บ้านสร้างเสร็จตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งทั้งหมดนี้การเลือกใช้บริการจากบริษัทรับสร้างบ้านจะมีแผนงานกำหนดระยะเวลาการสร้างแต่ละช่วงตั้งแต่เริ่มจนแล้วเสร็จ รวมถึงมีแผนรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างงานอย่างเป็นขั้นตอน ทำให้เจ้าของบ้านสามารถจัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น

7. มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงานสร้าง

แม้เจ้าของบ้านจะไม่ได้ลงแรงในการสร้างบ้านเอง แต่หากมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับงานสร้าง จะช่วยให้สามารถสื่อสารภาษาเดียวกับสถาปนิก วิศวกร และทีมช่างได้ง่ายและเข้าใจตรงกันมากขึ้น

การสร้างบ้านหรูมีขั้นตอนที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเงินลงทุนในการสร้างถือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ต้องจ่ายที่มาพร้อมกับความคาดหวัง ดังนั้นหากเจ้าของบ้านเตรียมพร้อมทุกขั้นตอนของงานสร้างไว้อย่างดี และเลือกสรรทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการสร้างบ้านอย่างรอบคอบเหมาะสม จะทำให้บ้านหรูในฝันเป็นบ้านหรูในชีวิตประจำวันที่สามารถตอบโจทย์การพักอาศัยตามไลฟ์สไตล์ของทุกคนได้อย่างดี

ตึกมีอยู่มากมายเต็มไปหมด โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจ หรือย่านธุรกิจ และเมื่อเรานึกถึงตึกสูง เราจะนึกถึงตึกทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์สูงๆ ที่ถูกก่อสร้าง ผุดขึ้นอย่างรวดเร็วเต็มไปทั่วเมือง มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกันไปหมด ทำให้เกิดเป็นภาพจำ ว่าตึกนั้นเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ด้วยความคล้ายคลึงและจำเจทำให้บางครั้ง “ตึก” แทบจะไม่หลงเหลือความสวยงามของสถาปัตยกรรมเอาไว้เลย แต่ด้วยพลังของศิลปะไม่มีวันหยุดนิ่ง สามารถผสมผสานเข้ากันได้กับทุกอย่าง จึงมีการนำศิลปะมาประยุกต์เข้ากับการออกแบบตึก ทำให้จากตึกทรงลูกบาศก์ธรรมดาเดิมๆ ที่ไม่มีเอกลักษณ์ใดๆ กลายเป็นตึกสุดครีเอทที่มีรูปร่างสะดุดตา ดูน่าสนใจ เพียงแค่แต่งเติมความคิดสร้างสรรค์และความสนุกเข้าไป ครีเอทจนทางครั้งผู้คนที่พบเห็น แทบจะนึกไม่ออกว่าสามารถสร้างเป็นสิ่งก่อสร้างได้จริงๆ

ทั่วโลกของเรามีนักศิลปะอาศัยอยู่แทบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่แถบเอเชียของเราหรือจะทวีปไหนๆ แต่วันนี้ขอยกตัวอย่างตึกที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกตาในแถบยุโรปที่ทั้งสวยและแปลกจนต้องขอนำมาเสนอให้แฟนๆชาวบาริโอได้รับชมกันเลย จะครีเอทขนาดไหนและได้แรงบัลดาลใจมาจากอะไรบ้างลองมารับชมกันเลย

The Shard (Shard = เศษ, เสี้ยว)

The Shard อาจหมายถึงตึกเสี้ยวก็ได้ เพราะตัวอาคารออกแบบจากแนวคิดของชิ้นกระจก 8 ชิ้นมาประกอบกัน เป็นทรงคล้ายปิระมิด ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากยอดโบสถ์ในลอนดอน และเสากระโดงเรือ ที่จะพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า เหนือแม่น้ำเทมส์

อาคารนี้ ถูกวาง Concept ให้เป็นเมืองทางตั้ง (Vertical City) ที่ผสมผสานความหลากหลายภายใต้อาคารสูงแห่งนี้ลักษณะของตัวอาคาร จะเป็นอาคารทรงคล้ายปิระมิด โดยมีฐานที่กว้างและสอบขึ้นด้านบน ซึ่งสถาปนิก ได้บรรจงวาง Function ของแต่ละชั้นให้เหมาะสมกับพื้นที่ใช้สอย โดยเริ่มจากส่วนล่างของอาคาร (ชั้น 4 ถึงชั้น 28) ซึ่งมีพื้นที่กว้างที่สุด ถูกวางให้เป็นพื้นที่สำหรับอาคารสำนักงานที่ต้องใช้พื้นที่มากๆ และสามารถเชื่อมต่อกับ Transportation Hub ในชั้นล่าง ทั้งการจราจรทางรถ หรือรถไฟฟ้าใต้ดินได้โดยสะดวก

ในขณะที่อีก 3 ชั้นถัดมา เป็นส่วนของภัตตาคารและ Bars ตามด้วยส่วนของโรงแรม ซึ่งถูกกำหนดให้อยู่บริเวณส่วนกลางของอาคารสูง 95 ชั้นแห่งนี้ ตามมาด้วยส่วนพักอาศัยสำหรับเหล่าบรรดามหาเศรษฐีของกรุงลอนดอน ก่อนจะจบลงที่ชั้นบนสุด ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ความสูงระดับ 240 เมตร ทำให้ The Shard เป็นจุดเด่นที่สว่างไสวแห่งหนึ่งของลอนดอนเลยทีเดียว

The Shard มีความสูงรวมถึงยอดด้านบนที่ 310 เมตร การที่ The Shard ถูกออกแบบให้คล้ายกระจก 8 ชิ้นนำมาประกอบกันเป็นอาคาร ทำให้มีช่องว่างระหว่างชิ้นกระจกยักษ์เหล่านั้น ซึ่งทำหน้าที่นำเอาลมธรรมชาติเข้ามาหล่อเลี้ยงตัวอาคาร จนกระทั่งทำให้เกิด Winter Gardens ได้อีกด้วย นอกจากนี้ การเรียงชิ้นกระจกขนาดยักษ์ในองศาที่แตกต่างกัน ยังมีผลทำให้เกิดความงามจากเงาสะท้อนของแสงอาทิตย์ที่แตกต่างกันออกไปตามช่วงเวลาในแต่ละวัน และแต่ละฤดูกาลอีกด้วย

พื้นฐานแนวคิดของ Renzo Piano สำหรับอาคาร The Shard นี้ คือความโปร่ง และเบา ดังนั้น Piano จึงได้นำเอากระจกมารังสรรค์ให้เป็นส่วนสำคัญสำหรับงานออกแบบอาคารแห่งนี้

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *