การตรวจเลือด ตรวจหาความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง หายใจไม่อิ่ม

ค่า เฮมาโตคริต hematocrit (Hct%)
เฮมาโตคริต( HCT หรือ Hct) หรือความเข้มข้นของเลือดเป็นการตรวจเพื่อหาปริมาตรเม็ดเลือดแดงในเลือด มักเรียกทับศัพท์ว่าเฮมาโตคริต (haematocrit หรือ hematocrit) หรือ ปริมาตรเซลล์อัดแน่น (packed cell volume, PCV) หรือเข้าใจกัน ง่าย ๆ ก็คือเป็นการวัดว่าร่างกายมีเม็ดเลือดแดงพอหรือไม่ หากไม่พอก็เกิดภาวะโลหิตจาง

วิธีการปฏิบัติของการหาค่าเฮมาโตคริต
เจาะเลือดที่ปลายนิ้วใส่ในหลอดแก้ว แล้วนำไปปั่นโดยใช้แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางให้เม็ดเลือดแดงไปกองรวมตัวกันที่ก้นหลอดแก้ว ซึ่งจะได้เลือดซึ่งแบ่งเป็นสองชั้นคือชั้นน้ำเหลือง และเม็ดเลือดแดง เมื่อนำมาเปรียบเทีนบปริมาตรเม็ดเลือดแดงเทียบกับเลือดจะได้ค่าความเข้มข้นของเลือด

ทำไมจึงต้องตรวจความเข้มของเลือด
การตรวจความเข้มข้นของเลือดเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจความสมบูรณ์ของเลือด ความผิดปกติที่พบมีได้ทั้งมากเกินไป และน้อยเกินไป ค่าเข้มข้นของเลือดไม่ได้บอกสาเหตุของโรค บอกเพียงแต่มีความผิดปกติของปริมาณเม็ดเลือดแดง

ค่าปกติของ Hct
ให้ยึดถือตามค่าที่ระบุไว้ในใบแสดงผลการตรวจเลือด (ถ้ามี)
ค่าปกติทั่วไป

  • ตรวจหาความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง หรือค่าฮีมาโตคริต (Hematocrit) เพื่อดูประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดแดงในการบรรจุออกซิเจน เช่น ในรายที่แพทย์มีข้อสงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคโลหิตจาง
  • ตรวจวัดปริมาณออกซิเจนในเลือด (Oximetry) ด้วยเครื่องออกซิมิเตอร์ (Oximeter)
  • ตรวจหาระดับ BNP ในเลือด เพื่อหาระดับสาร BNP (Brain Natriuretic Peptides) ซึ่งจะถูกขับออกมาจากกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อตรวจว่าผู้ป่วยมีของเหลวอยู่ในปอดหรือไม่

การเอกซเรย์ช่วงอก เพื่อตรวจดูบริเวณปอด ตรวจหาร่องรอยการติดเชื้อ การอักเสบ หรือการเกิดรอยแผล เช่น ตรวจหาภาวะปอดบวม ปอดอักเสบ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นการตรวจเช็คการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อดูว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจขาดเลือดหรือไม่

การตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) เป็นการทดสอบการหายใจด้วยเครื่องมือที่ชื่อ สไปโรมิเตอร์ (Spirometer) ซึ่งจะวัดปริมาตรอากาศที่เข้าและออกจากปอด

CBC

การรักษาอาการหายใจไม่อิ่ม

ในเบื้องต้น ผู้ป่วยที่หายใจไม่อิ่มควรสังเกตที่มาที่ทำให้เกิดอาการ หากเป็นสาเหตุทั่วไปที่ไม่เป็นอันตราย เช่น อาการเกิดจากปัจจัยภายนอก ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองและบรรเทาอาการหายใจไม่อิ่มจนกว่าจะกลับมาหายใจได้ตามปกติ เช่น

  • นั่งหน้าพัดลม หรือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศลงให้ห้องมีความเย็น
  • ยกหัวขึ้น หรือให้หัวอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าแนวระนาบหรืออยู่ในท่านั่ง เพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น
  • สูดอากาศบริสุทธิ์ เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก และกำจัดมลภาวะทางอากาศออกไป
  • อยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง ห้องโล่ง ๆ ที่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด หรือเปิดหน้าต่าง มองดูทิวทัศน์ที่สบายตา
  • ฝึกใช้เทคนิคควบคุมความเครียด ความวิตกกังวล และการรับมือกับปัญหา ด้วยการเปลี่ยนมุมมอง การคิด และการจัดการกับอารมณ์และสถานการณ์ที่ยากลำบาก
  • รับประทานยาแก้ปวด หรือยารักษาที่ใช้ควบคุมอาการป่วยที่กำลังเผชิญอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

เมื่อไปพบแพทย์ ผู้ป่วยที่มีอาการหายใจไม่อิ่มจะได้รับการรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ ซึ่งแพทย์จะพิจารณารักษาตามอาการและความรุนแรงของโรคต่อไป

ตัวอย่างวิธีการรักษาอาการหายใจไม่อิ่ม ได้แก่

  • ให้ออกซิเจนแก่ผู้ป่วย
  • ให้ยาขยายหลอดลม
  • ให้ยาระงับอาการปวดที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น มอร์ฟีน
  • ให้ยาคลายกังวล (Anti­anxiety) เพื่อรักษาอาการเจ็บปวดและผ่อนคลายความวิตกกังวลที่ทำให้เกิดอาการหายใจไม่อิ่ม

ภาวะแทรกซ้อนอาการหายใจไม่อิ่ม

อาการหายใจไม่อิ่มอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ หรืออาจขึ้นเกิดร่วมกับอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ไอ
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • เจ็บหน้าอก
  • เวียนศีรษะ
  • ปวดคอ
  • หน้ามืด เป็นลม

ส่วนอาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นร่วมหรือหลังหายใจไม่อิ่ม อาจเป็นอาการและภาวะแทรกซ้อนของโรคที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่

การป้องกันการเกิดอาการหายใจไม่อิ่ม

  • ไม่สูบบุหรี่ หรือเลิกสูบบุหรี่ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวกับปอด หัวใจ และระบบทางเดินหายใจ
  • หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยมลภาวะและฝุ่นควัน ซึ่งอาจก่อโรคและสร้างปัญหาในระบบทางเดินหายใจได้
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานการณ์อันตราย หรือบีบบังคับให้เกิดความเครียดความวิตกกังวล
  • หากอยู่ใน ภาวะอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • หากกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคหรือภาวะใด ควรรับประทานยา รับการรักษา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ในทางน้อยเกินไป

สาเหตุ

  • เกิดจากร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยไปทำให้เกิดโรคโลหิตจาง
  • เกิดโรคที่ทำให้บวม เช่นโรคตับแข็ง (cirrhosis) โรค Nephrotic syndrome เกิดการเจือจางเม็ดเลือดแดงทำให้ค่าHct จึงได้ค่าต่ำลง
  • เกิดการเสียเลือดค่อนข้างมากจากเหตุใดเหตุหนึ่ง เช่น ริดสีดวงทวาร มีพยาธิปากขอในลำไส้ เลือดออกทางเดินอาหาร หรือตกเลือด
  • เกิดจากการขาดวิตามิน เช่น วิตามิน บี 12 กรดฟอลิก หรือธาตุเหล็ก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้ไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดแดงได้ในขนาดที่เล็กลง หรือได้จำนวนน้อยลง ซึ่งย่อมมีผลโดยตรงทำให้ค่า Hct ต่ำลงกว่าปกติ
  • เป็นโรค์ไขกระดูกมีความผิดปกติ (bone marrow failure) เช่นการติดเชื้อ จากยาหรือเนื้องอก ทำให้สร้างเม็ดเลือดแดง หรือเซลล์ชนิดอื่นๆลดลง
  • โรคไตวายเรื้อรัง ทำให้ไตผลิตฮอร์โมนสร้างเม็ดเลือดแดง (erythropoietin) ลดลงซึ่งทำให้ ไขกระดูกได้รับการกระตุ้นลดลง ดังนั้นความเข้มข้นของเลือดจึงลดลง
  • อาจจะเกิดจากการตั้งครรภ์ เนื่องจากการตั้งครรภ์ย่อมสร้างสภาวะการกักคั่งน้ำ (state of overhydration) จึงย่อมมีผลทำให้เม็ดเลือดแดงลดความหนาแน่นลง ค่า Hct จึงต่ำลง
  • อาจมีโรคร้ายเกี่ยวกับไขกระดูก เช่น lymphoma, multiple myeloma, leukemia หรือ Hodgkin’s disease
  • โรคภูมิทำลายตัวเอง Autoimmune diseases เช่น lupus erythematosus or rheumatoid arthritis
  • โรคที่เม็ดเลือดแดงแตก เช่น G-6 PD
  • โรคมะเร็งเม็ดเลือด
  • ขณะกำลังตั้งครรภ์ร่างกายจะมีสภาวะบวมน้ำเล็กน้อย ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดสภาวะเลือดเจือจางลง (hemodilution) ฉะนั้น Hct ย่อมจะมีค่าต่ำเกินความจริง
  • การกินยาบางชนิดก็อาจมีผลให้ค่า Hct ต่ำลงได้ เช่น ยาปฏิชีวนะ chloramphenicol หรือ penicillin

หมายเหตุ ขอย้ำว่า ทุกข้อที่กล่าวมาแล้วจะพบคำว่า “อาจ” อยุ่ทุกข้อ ซึ่งมีความหมายอยู่ในตัวว่า อาจจะเป็นหรืออาจไม่เป็นตามนั้นก็ได้

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *