การทำ SEO
SEO

การทำ SEO สำหรับมือใหม่ สิ่งง่าย ๆ ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม

การทำ SEO  SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization คือการทำให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรกในการค้นหาผ่านระบบ search engine ยกตัวอย่างเช่น google, yahoo, bing, Geoduck และอื่นๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วการทำ SEO นั้นในแต่ละ Search Engine จะมีพื้นฐานที่ไม่ต่างกันมากนัก โดยเน้นจากการเก็บข้อมูลผ่านโครงสร้างของ html เป็นหลัก โดยขั้นตอนการทำพื้นฐานควรเริ่มจากต่อไปนี้ (จะเน้นรูปแบบการอธิบายที่เกี่ยวกับ Search Engine ของ Google เป็นหลัก เพราะเนื่องจาก คนไทยโดยส่วนใหญ่แล้ว ค้นหาข้อมูลจาก Google เป็นหลักอย่างแน่นอน)

วิธีการทำ SEO ในสิ่งหลักๆสำหรับมือใหม่
โดยในโพสนี้จะพูดถึงตัวการจัดการเตรียมเนื้อหาและการวาง โครงสร้างคอนเทนต์ SEO อย่างเป็นระบบ เพราะส่วนใหญ่จริงๆแล้วทุกคนที่สนใจด้าน SEO สามารถหาข้อมูลได้จากหลากหลายที่มาก แต่บทความนี้ตั้งใจอยากให้เห็นวิธีคิดและการวางแผนคอนเทนต์ที่ดี มาดูกันเลยดีกว่าครับ การจัดเตรียมคอนเทนต์ให้ถูกหลัก SEO ควรเป็นรูปแบบไหน โดยอยากให้เรียงลำดับการทำดังต่อไปนี้

1. ค้นหาคียเวิร์ดที่ต้องการ

คียเวิร์ด (keyword) นี้ถือว่าเป็นพิ้นฐานหลักของการทำ SEO เลยก็ว่าได้ เพราะว่าในส่วนของคียเวิร์ดนี้เองจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เราปรับปรุงหรือควบคุมเนื้อหาในแต่ละหน้า ให้สัมพันธ์กับสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการ โดยข้อมูลที่ได้จากเรื่องนั้นๆ ให้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยส่วนนี้เกิดผลดีต่อทั้ง user และ google bot อย่างแน่นอน อ่านจนถึงตอนนี้คงรู้สิ่งสำคัญของคียเวิร์ดกันละ

แล้วเราจะรู้อย่างไรว่าควรเลือกคียเวิร์ดแบบไหน

A. การเลือกคีย์เวิร์ดสำหรับ SEO

โดยส่วนใหญ่แล้วจะเลือกคำจากคำค้นหาที่มีปริมาณการค้นหาต่อเดือนสูงเป็นหลัก ซึ่งจริงๆแล้ว การได้คำค้นหาที่มี volume search ที่ค่อนข้างสูงนั้น ใช่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอไป เทคนิคที่อยากแนะนำคือ การจัดลำดับความสำคัญให้ถูกต้องก่อน โดยลำดับจาก

  • คำนึงเรื่องราวที่เราต้องการนำเสนอ
    เพราะการที่เราคำนึงถึงเรื่องราวเป็นอันดับแรกนั้น จะทำให้โอกาสที่อธิบายเนื้อหาเป็นไปได้อย่างราบรื่น และตอบโจทย์ผู้ค้นหาอย่างแท้จริง
  • ทำการค้นหาในรูปแบบ Group of keyword
    Group of keywords ในที่นี้คืออะไร คือการค้นหาคำทีเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวนั้นๆโดยลิสกลุ่มคำในเรื่องนั้นมาให้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น “ต้องการนำเสนอธุรกิจรับทำ SEO ” โดยคำค้นหาที่ควรได้มาควรเป็นรูปแบบนี้

ซึ่งลิสที่เราได้มาตามตัวอย่างตารางข้างบนนี้ จะช่วยให้เรานำเสนอเรื่องราวในหน้านั้นๆได้เป็นอย่างดี และรวมถึงการรู้คอนเซ็ปและ scope ในการเขียนให้ตอบโจทย์ต่อผู้อ่านอีกด้วย เพราะเรารู้แล้ว่าแต่ละคำที่เกี่ยวเนื่องกัน นั้นผู้ค้นหาสนใจในส่วนไหนบ้าง

B. แต่ถ้าหากเลือกมาแต่คำค้นหาสูงๆ

เช่น “รับทำ SEO” โดยไม่สนใจคำอื่นๆเลย ปัญหาที่จะตามมาคือ เนื้อหาทั้งหน้านั้นจะดูไม่น่าอ่าน แล้วการเขียนคอนเทนต์ที่เน้นคียเวิร์ดคำนั้นๆ คำเดียว จะทำให้ scope การทำ content ด้านนั้นของเราแคบมากซึ่งจะเกิดปัญหาการ spam keyword มากเกินไป และจะมีสิทธิ์ที่จะทำให้ Google มองว่าบทความนี้ตั้งใจเล่นคำ ไม่ใช่การทำเพื่อให้ผู้อ่าน หรือผู้ค้นหาข้อมูลที่ดี โดยส่วนนี้จะทำให้ google ลดค่าความสำคัญของเว็บไซต์เราได้และส่งผลต่ออันดับในลำดับถัดไป

แล้วการใส่คียเวิร์ดที่ดีควรใส่เท่าไหนกี่คำกัน? ต้องบอกก่อนเลยว่าจริงๆแล้วไม่ตายตัว แต่ที่ SEO ส่วนใหญ่แนะนำกันคือ ประมาณ 2-3 % ของคำนั้นๆต่อเนื้อหาทั้งหมด เช่น มีเนื้อหาทั้งหมดประมาณ 500 คำ คียเวิร์ดก็ไม่ควรเกิน 10 – 15 คำ

2. การทำ content ที่ตอบโจทย์ SEO ที่ดีควรเป็นอย่างไร

หลังจากที่ได้รู้ถึงการหาคียเวิร์ดและจุดประสงค์ของมันแล้วทีนี้ การจะทำเรื่องราวหรือ การสร้างบทความให้น่าสนใจนั้นควรทำอย่างไร โดยมีข้อแนะนำดังนี้ ควรตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เราต้องการนำเสนออะไรออกไป โดยหลักง่ายๆเลยก่อนที่จะเขียนคอนเทนต์อะไรขึ้นมานั้น จะตั้งconcept รูปแบบ 4 W 1 H ขึ้นมาก่อนเลย (โดยยังอิงจาก Group of keywords ที่เราได้หามาก่อนหน้านี้ ในการร่วมพิจารณาในการเตรียมเนื้อหาหรือบทความ)

หลังจากที่ได้รู้ถึงการหาคียเวิร์ดและจุดประสงค์ของมันแล้วทีนี้ การจะทำเรื่องราวหรือ การสร้างบทความให้น่าสนใจนั้นควรทำอย่างไรอยากแนะนำอย่างนี้

ควรตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เราต้องการนำเสนออะไรให้กับผู้อ่าน โดยหลักง่ายๆเลย ก่อนที่จะเขียนคอนเทนต์ขึ้นมานั้น จะตั้ง concept รูปแบบ 4 W 1 H ขึ้นมาก่อนเลย (โดยยังอิงจาก Group of keywords ที่เราได้หามาก่อนหน้านี้ ในการร่วมพิจารณาในการเตรียมเนื้อหาหรือบทความ)

มาดูกันว่า 4W1H มีอะไรบ้าง

1. What คือ การตั้งคำถามกลับไปหาตัวเองก่อนว่า อะไรที่เราจะเขียนขึ้นมา

2. Where คือ เรื่องที่จะเขียนนั้น สามารถสื่อถึงที่ไหน หรือสถานที่ไหนได้บ้างไหม

3. When คือ ลำดับเหตุการณ์หรือช่วงเวลา ที่จะเราสถานการณ์หรือเรื่องราวนั้นๆ

4. Why คือ ทำไมต้องมาอธิบายคอนเซ็ปทีเกี่ยวกับคียเวิร์ดที่เราหามา

5. How คือ การตั้งเรื่องราวหรือคำถามว่า จะอธิบายคียเวิร์ดนี้อย่างไร

เมื่อเราตั้ง concept นี้ขึ้นมาได้แล้วรับประกันเลยการเขียนของคุณจะดูน่าอ่านขึ้นมาทันที นอกจากนั้นยังช่วยในเรื่องของ SEO ได้อย่างแน่นอน เดี่ยวเราจะมาบอกกันต่อไปว่าจะช่วยเรื่องอะไรของ SEO

งั้นเรามาดูตัวอย่างกันก่อนดีกว่าว่าควรเขียนอย่างไร

นึกถึง Group of Keywords ของเราประกอบไปด้วยคำที่เกี่ยวเนื่องกับ “การบริการรับทำ SEO”

โดยขอยกตัวอย่างเพียงสั้นๆของแต่ละส่วนนะครับ

W อันแรก = “บริการ SEO คืออะไร” – คือบริการช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกของ google

W อันที่สอง = “หาที่รับทำ SEO ได้ที่ไหนบ้าง ” – การหาผู้ให้บริการ SEO นั้นมีมากมาย หลากหลายรูปแบบโดยแต่ละที่จะพยายามชูจุดเด่นของตัวเอง ออกมาซึ่งต้องการโดยมากผู้เลือกใช้บริการจะเปรียบเทียบผ่านเนื้อหาและขั้นตอนการดำเนินการของแต่ละเจ้า

W อันที่สาม = “ควรเริ่มทำ SEO ตอนสร้างเว็บเลยไหม” – การทำ SEO ที่ดีนั้นควรเริ่มตั้งแต่ก่อนทำเว็บไซต์ขึ้นมาด้วยซ้ำ เพราะจะช่วยให้เราวางผังเว็บไซต์ได้ดีอย่างยิ่งโดยเฉพาะการใช้หลัก silo architecture นั่นเอง

W อันที่สี่ = “ทำไมต้องทำ SEO”  – จริงๆแล้วการทำ SEO นั้นถือว่าเป็นประโยชน์และเกิดผลทางธุรกิจได้ในระยะยาวอย่างแน่นอน อีกส่วนที่สำคัญคือทำให้เราพัฒนาด้าน content marketing ควบคู่ไปด้วย นอกจากนั้น หากการวาง SEO รับทำ SEO  ที่ดียังส่งผลต่อ quality score ของ google AdWords ได้ดีอีกด้วยถือว่าทำเรื่องเดียวครบทุกองค์ประกอบด้านการตลาดออนไลน์ไปในตัวได้เลย

H สุดท้าย = “วิธีทำ SEO ทำอย่างไร” – ในปัจจุบันนี้สามารถหาอ่านได้มากมายหลากหลายเว็บไซต์ เผลอๆเว็บไซต์ thaidailyseo.com ยังไม่เทียบเท่าเว็บไซต์อื่นๆเลย นอกจากนั้นยังสามารถหาข้อมูลตามกลุ่มเฟสบุ๊คได้อีกมากมาย

คงจะสักเกตุเห็นกันแล้วใช่ไหมว่า การตั้งหลัก 4W1H ขึ้นมานั้น ช่วยให้การเขียนของคุณเป็นระบบ และอยู่ในเรื่องหรือขอบเขตเดียวกันทีดีขอบอกเลยว่าการจัดการแค่นี้ก็ตอบโจทย์ต่อตัว SEO ทั้งด้านเนื้อหา และคียเวิร์ดแล้ว และรวมถึงให้ข้อถัดไปอีกด้วย

อาชีพ SEO เส้นทางชีวิต การทำ SEO
อาชีพ SEO เส้นทางชีวิต การทำ SEO

Heading (หัวเรื่อง) ส่วนที่จำเป็นต้องมีใน SEO

ทำไมต้องมี  heading และ heading คืออะไร

หลังจากที่เราได้รู้วิธีการเขียนบทความหรือ เนื้อหาต่างๆอย่างเป็นระบบแล้ว เราก็คงยังสงสัยว่า ทำไมคนที่ทำ SEO ให้ความสนใจในส่วนของ heading ขอตอบตามคอนเซ็ปง่าย ดังนี้ ลองนึกกันดูง่ายๆ การเขียนอะไรก็ตามถ้าเรามีหัวเรื่องที่ชัดเจน น่าอ่าน และก็สามารถเรียกความสนใจให้กับคนอ่านได้เป็นอย่างดี สมมุติว่าการที่คุณเปิดหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน โดยธรรมชาตินั้นสายตาของคนเราจะมองไปที่สิ่งที่เด่นชัดขึ้นมาเป็นอันดับแรก เช่น ช่อง คำพาดหัวข่าว ต่างๆ ดังนั้น Google ต้องการใช้ส่วนนี้เพื่อที่จะให้เกิดเป็นประโยชนต์ต่อผู้อ่านมากที่สุด ซึ่งยิ่งทำการ optimize heading  ได้ดียิ่งส่งผลต่ออันดับดีตามไปเช่นกัน เพราะเมื่อหัวเรื่องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเนื้อหาจะช่วยให้ ภาพรวมของด้านๆนั้นชัดเจนขึ้นได้เป็นอย่างดี

ทีนี้เมื่อคุณเข้าใจ บริบทส่วนที่เรียกว่า “heading” แล้ว สิ่งที่ได้ตามมาคือ การทำ content ได้ชัดเจน โดยในส่วน heading หรือหัวเรื่องของคุณจะเป็นอะไรที่ง่ายมากแทบไม่ต้องคิดเลยก็ว่าได้ เพราะมันอยู่ใน Scope  ของ 4W1H เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นส่วนนี้จริงๆแล้ว สามารถเอา คำหรือวลีนั้นมาตั้ง heading ได้เลย แต่การทำ SEO ที่นิยมกันนั้น ควรมี H1 (หัวเรื่องที่มีความสำคัญมากสุดเพียงอันเดียว) ส่วน h2 , h3, h4 สามารถมีกี่อันก็แล้วแต่ๆควรให้เหมาะสมกับบริบทเนื้อหาหน้านั้นๆ อย่าจงใจทำมากเกินไปเพราะอาจถูก  Google มองว่า over optimized ขึ้นมาได้ทันที ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อหน้านั้นๆอย่างแน่นอน

4. Tile & Description ส่วนที่แสดงผลในหน้าการค้นหาของ Google (SERP)

Title & Description คืออะไร ทำไมมีความสำคัญ

Title คือ ส่วนที่เป็น สีน้ำเงินตัวหนาๆใน  หน้าของ Google ซึ่งในส่วนของ title / meta title  นั้นคือการที่ควรเขียนให้เกี่ยวเนื่องกับคียเวิร์ดมากที่สุด

ทางอยากแนะนำที่เรียกว่า trigger massage คือการเขียนเพื่อช่วยให้คนมีโอกาสในการกดเข้าสู่เว็บไซต์ของเรามากที่สุด โดยอาจจะเป็นการนำจุดเด่นของสินค้า หรือเรื่องราคามาเป็นตัวล่อ เพื่อให้เพิ่มโอกาสในการกดมากขึ้นก็เป็นได้ นอกจากนั้นการเขียน title& description ที่ดีนั้นช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีโอกาสที่คนคลิกเข้ามาอ่านได้มาก แล้วยังเพิ่มอัตราการคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ (CTR) ได้ดีอีกด้วย โดยเรื่องเด่นของ SEO การมีคียเวิร์ดใน title ช่วยให้ Google ประมวลและเข้าใจได้มากขึ้นว่าหน้านั้นๆเกี่ยวกับอะไร แล้วเกี่ยวเนื่องกับคียเวิร์ดคำนั้นหรือไม่ โดยวิธีที่เขียน title ปัจจุบันที่นิยมกันมากที่สุด คือ

keyword | trigger massage  ยกตัวอย่างเช่น “ รับทำseo | สายขาว ราคาถูก รับประกันคุณภาพ”

ซึ่งปกติ title นั้นจะยาวได้ประมาณ 65 – 70 ตัวอักษร แต่ขึ้นอยู่ที่ขนาดของตัวอักษรนั้นๆ (pixel)

Description คือส่วนของคำขยาย หรือส่วนที่เป็นสีเทาตรงๆด้านล่าง title  นั้นเอง การเขียนในส่วนนี้ช่วยอะไร จริงๆแล้วเป็นตัวช่วยอีกส่วนที่จะทำให้คนตัดสินใจคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

Description A

“การบริการ SEO นั้นคือการให้ความสำคัญของการดำเนินการธุรกิจออนไลน์อย่างมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อเพิ่มการค้นหาในโลกออนไลน์ของตัว”

Description B

“บริการรับทำ SEO | ตอบโจทย์ทุกประเภทธุรกิจ | ด้วยผู้เชี่ยวชาญในสายงานมากกว่า 10 ปี | พร้อมให้ความช่วยเหลือ | คลิกที่นี่!! ”

ซึ่งถ้าหากคนที่อ่าน เขาต้องการบริการทำ SEO เชื่อเลยว่า description B ตอบโจทย์ต่อความต้องการเขาอย่างแน่นอน แล้วโอกาสในคลิกก็จะมีมากกว่า A นั่นเอง แต่ส่วนที่อยากแนะนำคือ พยายามแทรก คียเวิร์ดเข้าในเนื้อหาส่วนนี้ด้วย โดยความยาวสูงสุดของ description จะอยู่ที่ประมาณ 155 – 160 ตัวอักษร

ซึ่งทั้ง tile & description นี้จะเห็นแล้วว่าการทำที่ถูกคือต้องมีคียเวิร์ดในทั้งสองส่วนเพื่อช่วยให้ Google เข้าใจหน้านั้น ๆ ได้อย่างชัดเจน และส่งผลต่ออันดับใน คียเวิร์ดนั้น ๆ อีกด้ว

เริ่มจากการที่คิดว่าถ้าผู้ใช้จะเข้ามาที่เว็บของคุณ เขาจะค้นหา Google ด้วย Keyword ไหน? เมื่อได้ชุดของ Keyword แล้ว คุณสามารถตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Google Keyword Planner ได้ว่า Keyword แต่ละคำมีปริมาณการค้นหาประมาณเท่าไหร่ และมีสภาพการแข่งขันกับเว็บอื่นๆ สูงหรือไม่ (สภาพการแข่งขันดังกล่าวเป็นการแข่งขันซื้อโฆษณา Google Ads แต่เราก็สามารถนำมาประเมินสภาพการแข่งขันตลาดคร่าวๆ ได้)
จากนั้นเลือก Keyword ที่มีปริมาณการค้นหาที่คุ้มค่าเป็น Keyword ชุดหลักที่เราที่จะทำใช้ SEO

สรุปหลักการค้นหา Keyword สำหรับ SEO คือ
1.วางแผน Keyword บนเว็บไซต์
2.คิดว่าคนจะค้นหาเรื่องนี้ด้วย Keyword อะไรบ้าง
3.ตรวจสอบ Keyword ด้วย Google Keyword Planner เพื่อเปรียบเทียบการแข่งขัน
4.เลือก Keyword ที่คุ้มค่าที่สุดมาเป็น Keyword ชุดหลักในการทำ SEO

แต่สิ่งนึงที่อาจจะเจอได้คือ title หรือ description ไม่ตรงกับที่เราตั้ง โดยส่วนนี้จริงๆแล้วสามารถเกิดขึ้นได้ เพราะ google อาจจะประมวลและตัดสินเองว่า อันไหนควรเอาขึ้นมา ซึ่งไม่ต้องตกใจไปกับส่วนนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วการที่ Google ดึงเนื้อหามาทำ title หรือ description นั้นจะมาจาก ย่อหน้าแรกของหน้านั้นๆ

เมื่อคุณได้อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่าการวางคอนเซ็ปตามสี่ขั้นตอนเพียงเท่านนี้จะช่วยให้เนื้อหาของคุณเป็นระบบอย่างแน่นอน แล้วเกิดผลดีต่อทั้งผู้อ่าน และ Google bot เป็นอย่างดี เราหวังว่าข้อมูลนี้จะถึงผู้เริ่มทำ SEO ทุกคนนะครับ เพราะอยากให้ทุกคนได้ดีในสิ่งที่ตัวเองทำกันอยู่ ด้วยความหวังดี

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *