content การตลาด
SEO

Content Marketing ผมคิดว่าบทความนี้เป็นของคุณ ที่ผ่านกระบวนการคิด

หากคุณเป็นนักการตลาดสาย Content Marketing ผมคิดว่าบทความนี้เป็นของคุณ ! และหากว่า SEO ไม่ได้เป็น เรื่องที่คุณถนัด บทความนี้ จะช่วยให้คุณเข้าใจ SEO มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการนำมาประยุกต์ใช้กับคอนเทนต์ของคุณ เปลี่ยนคอนเทนต์ที่มีคุณภาพไปเป็น คอนเทนต์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตรกับ search engine (google)

ความแตกต่างระหว่าง SEO กับ Content Marketing
ถึงแม้ว่า SEO จะเป็นเรื่องของเทคนิคอล และค่อนข้างจะเน้นเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งในการพัฒนาหรือปรับปรุง แต่ในการนำเสนอคุณค่าผ่าน Content ออกไปนั้น ควรจะนำเทคนิคที่ใช้ในการทำ SEO มาประกอบกันเพื่อให้คอนเทนต์ของคุณประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันเราไม่สามารถแยก SEO และ Content Marketing ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด เราควรจะมองทั้งสองสิ่งนี้เป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกัน หาก SEO นั้นมีความปรารถนาอะไรก็ตาม Content Marketing จะต้องเป็นส่วนที่เข้าไปเติมเต็มความปรารถนานั้นนั่นเอง

เริ่มต้นด้วย Keyword Research
แม้ว่าเทคนิคในการทำ SEO นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยบ้าง แต่หลักหรือใจความของมันนั้นยังคงวนเวียนอยู่กับสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “keywords” คำค้นหาหรือประโยคที่นำพาผู้คนมาสู่คอนเทนต์ของเรานั่นเอง การทำ keyword research นั้นถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ก่อนที่จะนำมันไปใช้ในคอนเทนต์หรือบทความ

Keyword Planner เป็นเครื่องมือฟรีจาก Google เพียงมีบัญชี Google Ads (ไม่ต้องซื้อโฆษณาก็ได้ แต่ข้อมูลจะไม่ละเอียดเท่ากับบัญชีที่เคยผ่านการทำโฆษณา) เครื่องมือนี้ยังสามารถบอกว่าการแข่งขันในหน้าค้นหานั้น ยาก-ง่าย ขนาดไหนอีกด้วย

เราอาจจะเริ่มต้นด้วย keyword หลักที่เราต้องการจะโฟกัส และเรายังสามารถหา long-tail keywords ได้เพิ่มเติมจาก Keyword Planner เพื่อให้คุณนำไปใช้ประกอบการเขียนบทความ หรือคอนเทนต์ของคุณได้อีกด้วยเทคนิคที่ผมมักจะใช้ประจำใน การหา keyword มาเขียนคอนเทนต์ก็ คือ

ในแต่ละบทความหรือคอนเทนต์ ควรจะมี keyword หลักที่จะเขียนถึงเพียง keyword เดียว
ค้นหา keyword ที่มีการค้นหาเยอะๆ แต่มีการแข่งขันน้อยๆ High Velum – Low Competition KW
เตรียม long-tail KW ที่สอดคล้องกับ keyword หลักไว้อย่างน้อย 10-20 คำ หรือประโยค
เลือก SEO Strategies ให้เหมาะสมกับ Content Marketing
แน่นอนว่าคนที่มีความรู้เทคนิคด้าน SEO นั้นจะคุ้นเคยกับ On-Page และ Off-Page กันเป็นอย่างดี แต่ว่าบทความนี้เราจะไม่ลงรายละเอียดในส่วนของ Off-Page เราจะแนะนำให้นักการตลาดสาย Content Marketing นำเทคนิคของ SEO แบบ On-Page ไปปรับใช้ในคอนเทนต์ หรือ บทความของคุณกัน

Title ของคุณควรเริ่มต้นด้วย keyword โดยพยายามอย่าให้เกิน 60 ตัวอักษร หรือ 600 px
Description ของคุณนอกจากจะต้องมี keyword อยู่ด้วยแล้ว เนื้อหายังต้องกระชับ น่าอ่าน ชวนให้กดเข้าไปอ่านต่อ โดยพยายามอย่าให้เกิน 160 ตัวอักษร
การใส่ keyword ลงไปในชื่อ url (slug) นั้นเป็นเรื่องที่ดี
อย่าลืมที่จะใส่ keyword หลักของคุณลงไปใน Headline Tag (H1)
Sub Headline (H2,H3,…H6) สามารถใส่ keyword หลัก หรือ long-tail keyword ก็ได้ แนะนำว่าใส่แต่พอดีๆละกัน
เนื้อหาในบทความของคุณจะต้องมีประโยชน์ เนื้อหาสอดคล้องไปกับ Title และ Description ที่คุณพาผู้อ่านเข้ามายังเว็บไซต์ และอย่าลืมใส่ keywords หลักของคุณในย่อหน้าแรกด้วย
ใช้สื่อต่างๆเข้ามาประกอบในคอนเทนต์ของคุณด้วย ถ้าเป็นรูปภาพ อย่าลืมใส่ alt tag ให้แต่ละรูปภาพด้วย (แอบสอดแทรก keyword ก็ได้)
อย่าลืมใส่ลิงค์เชื่อมต่อบทความภายในเว็บไซต์ (internal link) และส่งไปเว็บไซต์ภายนอกบ้าง (outbound link)
เว็บไซต์ควรจะเป็น responsive และโหลดไว
อย่า spam ใส่ keyword ลงไปในคอนเทนต์เยอะๆ เดี๋ยวจะโดนแบนได้
ถ้าคุณทำแต่คอนเทนต์ไม่ได้ทำเว็บไซต์ อาจจะงงๆว่า Title,Description และพวก H1,H2,…H6 และ alt tag คืออะไร

มาดูรูปตัวอย่าง 2 รูปนี้กันดีกว่า น่าจะช่วยให้เข้าใจขึ้นบ้าง โดยรูปแรกนี้คือ SERP หรือหน้าผลลัพท์ที่เกิดขึ้นหลังจากเราค้นหาในหน้า GOOGLE

สีน้ำเงินคือ <title> เราสามารถเขียนและให้ website developer ช่วยใส่ให้ได้
สีเขียวคือ url (slug) เราก็สามารถกำหนด และให้ทาง dev ช่วยจัดการได้เช่นกัน
สีดำคือ <description> เราเป็นคนเขียนตามหลัก seo และให้ทาง dev ช่วยใส่ให้ได้

Headline และ Sub Headline สามารถให้ทาง dev กำหนดได้ ว่าหัวข้อไหนเราต้องการให้เป็น H1 หรือ H2,H3… แต่ละเว็บไซต์จะแสดงผลหัวข้อเหล่านี้แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับดีไซน์
รูปภาพที่แสดงผลให้เราเห็น google จะไม่เข้าใจว่าคือรูปอะไร เราต้องบรรยายให้เค้ารู้สักหน่อยด้วย alt tag แอบแทรก keyword ไปด้วยก็ได้ (alt tag นั้นจะติดตั้งโดย dev เราจะมองไม่เห็นในหน้าคอนเทนต์)
จะเห็นว่าการทำ SEO On-Page นั้นจะต้องพึ่งพา content ที่ดีเป็นอย่างมาก แทบจะแยกออกจากกันไม่ได้เลย หากเราเข้าใจในหลักการทำงานของ SEO เราก็จะสามารถสร้างคอนเทนต์คุณภาพและยังเป็นมิตรกับ google ได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าการผลิตคอนเทนต์จะเป็นส่วนสำคัญ แต่ก็ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง ซึ่งมันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากคอนเทนต์ของคุณไม่มีใครค้นหาเจอเลย นี่เป็นเหตุผลที่คุณยังคงต้องทำ SEO นั่นเอง เมื่อเราทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพแล้ว อย่าลืมทำให้ search engine ชอบคอนเทนต์ของเราด้วย

การทำ Content นั้นนับว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการทำการตลาดในตอนนี้ โดยเฉพาะการกลับมาทำ Website Content ต่าง ๆ ที่มีการทวีคูณความสำคัญของการใช้งานเพิ่มขึ้นหลังจากการที่ Facebook ซึ่งเป็นเครื่องมทือสำคัญของนักการตลาดนั้นมีการจำกัดการเข้าถึงและยังไม่สามารถทำให้เกิดการจบการขายหรือตอบสนองความต้องการที่ผู้บริโภคกำลังค้นหาอยู่ได้เลย

เมื่อ Content นั้นมีความสำคัญ สิ่งที่จะทำให้ Content ได้ผล นั้นคือการที่ Content นั้นต้องถูกเจอให้กับกลุ่มเป้าหมายที่กำลังมีปัญหาหรือต้องการการแก้ไขบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งโดยพฤติกรรมแล้วเวลาที่ผู้บริโภคมีปัญหาก็มักจะทำการค้นหาทางออกผ่านทางช่อง Google Search และด้วย Algorithm ของ Google เองจะแสดงผลลัพท์ที่ได้จัดอันดับเอาไว้ให้กับผู้ค้นหานั้นเอง ซึ่งผลการค้นหานี้ขึ้นกับการทำสิ่งที่เรียกว่า SEO เป็นส่วนใหญ่ และตัว Content นี้เองก็มีส่วนสำคัญใน SEO นั้น ๆ ทั้งนี้สำหรับคนทำ SEO เองหรือไม่ได้มีงบจ้างคนทำ SEO การที่สามารถทำ SEO เบื้องต้นได้เพื่อให้ติด Google ได้นั้นก็มีส่วนสำคัญ ซึ่งวันนี้เราจะมารู้จัก 7 ข้อเบื้องต้นที่จะทำให้ Content หรือเว็บไซต์ติดอันดับ Google

การทำ content SEO คืออะไรและควรเป็นรูปแบบใด Content Marketing
การทำ content SEO คืออะไรและควรเป็นรูปแบบใด Content Marketing

1. Quality Content : สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญในการทำเนื้อหาใด ๆ ก็ตามคือคุณภาพของเนื้อหาที่ทำนั้นมีมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้หลาย ๆ ครั้งคนมุ่งเป้าที่จะทำ SEO เลยทำการใส่ Keyword มากมายลงในเนื้อหาทำมให้อ่านไม่รู้เรื่องหรือไม่มีความน่าสนใจ ซึ่งระบบจะทำการไม่จับบทความประเภทแบบนี้ สิ่งที่ควรทำคือการหันมาใส่ใจในการมอบคุณค่าและคุณภาพใน Content นั้น ๆ ขึ้นมา

2. Keyword : สิ่งสำคัญของการทำ Content ให้ติด SEO คือการที่ Content นั้นมี Keyword ที่ตรงกับการค้นหาของผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งหลาย ๆ ครั้งเนื้อหานั้นดีมากแต่ปรากฏว่าไม่สามารถทำให้ติด Keyword ต่าง ๆ ได้ เพราะไม่ได้มี Keyword ที่ตรงกับการค้นหาของกลุ่มเป้าหมายเลย ทั้งนี้คนทำ Content ควรใช้เครื่องมือในการหา Keyword ก่อนเริ่มทำงานเพื่อที่จะเขียน Content ได้ตรงกับการค้นหานั้นด้วย

3. Content Structure : ด้วย Algorithm ของ Google Search ไม่ได้เพียงแต่ตรวจสอบเรื่องเนื้อหาต่าง ๆ ของ Content นั้นอย่างเดียว แต่ยังมีการตรวจสอบไปถึงว่าเนื้อหานั้นมีการวางโครงสร้างการวางเนื้อหาที่ถูกต้องไหม ไม่ว่าจะเป็นหัวเรื่องหลัก หัวเรื่องย่อยหรือมี Title tag ต่าง ๆ ขึ้นมา พวกเรานี้มีผลทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างการที่ Google จะจับหรือไม่จับอย่างทันที

4. Site speed : ด้วยความที่ยุกนี้เป็นยุคของการทำให้ประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดีอย่างมาก การที่เว็บไซต์หรือหน้าเนื้อหานั้น ๆ ใช้เวลานานในการที่จะโหลดขึ้นมาจนหมดทำให้เวลาที่รอเหล่านี้เป็นอุปสรรคในการบริโภคเนื้อหาของผู้บริโภค โดยเฉพาะเนื้อหาที่ไม่ได้ย่อรูปหรือมีไฟล์ใด ๆ ที่ใหญ่เกิน พวกนี้มีผลต่อความเร็วและทำให้ Google จะไม่จับเว็บที่ช้าหรือให้ประสบการณ์การใช้งานที่ไม่ดีขึ้นมา

5. URL : ด้วยความที่ Google นั้นทำระบบจัดอันดับเว็บไซต์และใช้เครื่องมืออัตโนมัติมากมายในการที่จะเข้ามาจัดอันดับต่าง ๆ ทำให้การที่ทำ URL ต่าง ๆ ให้ถูกต้องนั้นเป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้เครื่องมือจัดอันดับนี้สามารถทำงานได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น URL ของบทความเองที่ควรเป็นภาษาอังกฤษมากกว่าตัวเลขหรือภาษาไทย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของ Google Search รวมทั้งการเข้าไปดูว่า URL ต่าง ๆ ที่ทำการลิงก์เอาไว้ใน Content นั้นยังทำงานถูกต้องไหม หรือ URL ต่าง ๆ ในเว็บไซต์นั้นยังทำงานอยู่หรือเปล่า

6. Metadata : นอกจากในส่วนที่เป็นส่วนของการที่เป็น Content แล้ว การที่ต้องเข้าใจในเรื่องข้อมูลที่จะเข้าไปอยู่ในระบบหลังบ้านนั้นสำคัญ เพราะด้วยระบบของ Google เองจะเข้าไปสำรวจ Code ต่าง ๆ ของหน้าเนื้อหานั้นว่ามีการทำโครงสร้างของหน้านั้นอย่างไร ดังนั้นในหน้า Code พวกนี้สิ่งสำคัญคือการที่ต้องมี Metadata ต่าง ๆ ฝั่งเอาไว้เพื่อบอกให้เครื่องมืออัตโนมัติของ Google นั้นจับได้ขึ้นมา โดย Metadata นี้เป็นชุดของ Keyword ต่าง ๆ ที่ใส่เป็น Tag ไว้ให้รู้ว่าหน้าเนื้อหานั้นกำลังเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร และเว็บไซต์กำลังเกี่ยวกับเรื่องอะไรขึ้นมา

7. Personalization : ในยุคนี้มีการให้ประสบการณ์ Personalization เป็นเรื่องสำคัญ ในทางการทำ Content SEO ก็เช่นกันที่เนื้อหานั้นต้องมีความ Personalize ในระดับหนึ่งเช่นการระบุ ประเทศ จังหวัด ความสนใจ และอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้ทางระบบของ Google เองจะไปทำการจับคู่การค้นหากับ Profile ของผู้คนหาว่าตรงไหม เช่นอยุ่ในพื้นที่เดียวกัน มีความสนใจตรงกับการค้นหาที่ Content นั้นทำให้หรือเปล่า นอกจากนี้การมี Social Media ต่าง ๆ ก็สามารถช่วยได้ในการขับเคลื่อน SEO เพราะการแชร์และการเข้ามาอ่าน Comment ต่าง ๆ ก็มีผลต่อ SEO ทั้งนั้น

8 วิธีสร้างคอนเทนต์แบบ SEO ค้นหาเจอบน google

1. จะทำคอนเทนต์ SEO ทั้งทีต้องเลือกเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่เขา “สนใจ”
เข้าใจว่าหลายคนคงจะมีอารมณ์ความติสก์อยู่ในตัวประเภทที่ว่าฉันอยากจะทำคอนเทนต์เรื่องที่ฉันชอบฉันสนใจ แต่จงอย่าลืมว่าเรื่องที่คุณชอบคนอื่นเขาอาจไม่ได้รู้สึกชอบไปกับคุณด้วย หากจุดเริ่มต้นในการทำคอนเทนต์มาแบบผิดที่ผิดโดยทางทำเนื้อหาที่ไม่ค่อยจะมีใครเขาสนใจ แม้เนื้อหาจะดีเพียงใดก็คงจะไม่มีใครสนใจเหมือนเดิม

2. คีย์เวิร์ดคำค้นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ หากอยากติดอันดับดี ๆเป็นคอนเทนต์ SEO บน google คุณต้องใส่คีย์เวิร์ดไว้ในคอนเทนต์
การทำงานของคอนเทนต์ที่จะติดอันดับบน google ได้นั้นต้องอาศัย “คีย์เวิร์ด” หรือคำค้นหาที่อยู่ในตัวคอนเทนต์ คอนเทนต์ใดที่มีคีย์เวิร์ดประกอบอยู่มากก็จะมีโอกาสที่ google จะหาคอนเทนต์นั้นเจอได้ง่ายกว่าคอนเทนต์ที่ไม่มีคีย์เวิร์ดอยู่เลย ดังนั้นหากคิดจะทำคอนเทนต์ให้ติด SEO คุณจะต้องสนใจในเรื่องของการใส่คีย์เวิร์ดลงไปในคอนเทนต์ที่คุณสร้างเสมอ โดยมากจำนวนคีย์เวิร์ดที่นิยมใส่กันจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 3% ของจำนวนคำทั้งหมด

3. ถ้าไม่รู้จะใช้คีย์เวิร์ดแบบไหนมาทำคอนเทนต์ SEO “Google keyword planner” ช่วยคุณได้
การใส่คีย์เวิร์ดลงไปในคอนเทนต์อาจฟังดูเป็นเรื่องง่าย ๆแต่เชื่อหรือไม่ว่าการจะเลือกเอาคีย์เวิร์ดใดมาใส่เพื่อทำคอนเทนต์ SEO นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย เพราะคีย์เวิร์ดที่เราคิดว่าน่าจะใช้ได้ก็อาจจะไม่ใช่คำค้นยอดนิยมใน google ก็ได้ แต่ตัวของ Google keyword planner ช่วยคุณได้ เพียงแค่คุณมีเนื้อหาที่จะทำคอนเทนต์อยู่ในใจคุณสามารถใช้ Google keyword planner ในการเลือกคำค้นหาที่ถูกค้นบ่อย ๆ และตรงกับเนื้อหาของคอนเทนต์ที่คุณกำลังจะทำเพื่อนำมาใช้ในคอนเทนต์ของคุณ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้คีย์เวิร์ดดี ๆที่มีคนใช้ในการค้นหาบน google อยู่บ่อย ๆมาใช้ในการสร้างคอนเทนต์แล้ว

4. ชื่อเรื่องควรจะมีคีย์เวิร์ดเป็นส่วนประกอบแล้วมีส่วนขยายที่เรียกว่า Long tail keyword
หลายคนเมื่อได้คำคีย์เวิร์ดมาใช้ในการทำคอนเทนต์ SEO ก็จะเกิดคำถามที่ว่าแล้วจะเริ่มใส่คีย์เวิร์ดลงไปตั้งแต่ตอนไหน คำแนะนำก็คือให้ใส่คีย์เวิร์ดลงไปตั้งแต่ชื่อเรื่องของคอนเทนต์เลย แล้วขยายความคีย์เวิร์ดนั้นด้วยวลีสั้น ๆที่เรียกว่า long tail keyword เช่นหากคีย์เวิร์ดของคุณคือ “สถานที่ท่องเที่ยว” คุณอาจตั้งชื่อบทความที่มีคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้นว่า “10 สถานที่ท่องเที่ยวสุดโรแมนติกสำหรับคู่รัก” ก็ได้

5. สำหรับหัวข้อย่อยในคอนเทนต์คุณก็ต้องใส่คีย์เวิร์ดลงไปด้วยเสมอ
การใส่คีย์เวิร์ดลงในคอนเทนต์ไม่ได้ถูกจำกัดตำแหน่งการใส่เฉพาะหัวเรื่องหรือในตัวเนื้อหาภายในเท่านั้น คุณสามารถใส่มันลงไปในหัวข้อย่อยของคอนเทนต์อีกได้เช่นกัน จำไว้เสมอว่าหากคุณกระจายคำคีย์เวิร์ดลงไปในส่วนต่าง ๆทั่วทั้งคอนเทนต์ โอกาสที่คอนเทนต์นั้นจะติดอันดับ SEO บน google ก็มีสูง

6. คอนเทนต์ SEO ที่ดีจะต้องดึงความสนใจของคนให้อยู่ในเว็บไซต์ได้นาน
วิธีการหนึ่งที่ google ใช้นับและจัดอันดับคอนเทนต์ SEO ก็คือการที่มีคนเข้าไปอยู่ในหน้าเว็บไซต์หรือหน้าเพจคอนเทนต์นาน ๆเพราะฉะนั้นหากคุณคิดจะทำคอนเทนต์ให้ติด SEO คุณจำเป็นต้องวางแผนออกแบบการสร้างคอนเทนต์ให้ดี โดยเฉพาะในย่อหน้าแรกที่เป็นบทเกริ่นนำที่คุณต้องทำมันออกมาให้น่าสนใจและดึงดูดมากพอที่จะทำให้คนที่อ่านคอนเทนต์เกิดความรู้สึกอยากจะตามไปอ่านเนื้อหาที่เหลือต่อ เพราะในยุคนี้อะไรที่ดูไม่น่าสนใจมากพอ คนมักจะไม่อดทนอ่านต่อจนจบ

7. มี internal link เชื่อมโยงไปยังเนื้อหาอื่น ๆภายในเว็บไซต์ รับทำ SEO
อีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยตรึงคนให้อยู่ภายในเว็บไซต์ของเราได้นานขึ้นก็คือการทำ internal link เพื่อเชื่อมโยงเนื้อหาจากหน้าเพจปัจจุบันไปยังเนื้อหาอื่น ๆที่คุณอยากให้คนที่เข้ามาได้เห็นภายในเว็บไซต์ของคุณเอง วิธีการนี้จะช่วยทำให้ google จดจำเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้นในฐานะเว็บไซต์คุณภาพ และเพิ่มโอกาสในการติดอันดับบนหน้า google ได้มากยิ่งขึ้น

8. คอนเทนต์ที่ดีจะต้องเป็นมิตรกับการแสดงผลบนหน้าจอของโทรศัพท์มือถือ
คุณคิดว่าในยุคนี้ผู้คนรับข่าวสารผ่านทางอุปกรณ์สื่อสารช่องทางใดมากที่สุด คำตอบก็คือ “โทรศัพท์มือถือ” นั่นเอง เพราะฉะนั้น คุณต้องออกแบบเว็บไซต์และคอนเทนต์ให้เอื้อประโยชน์ ต่อการแสดงผลบนหน้าจอของโทรศัพท์มือถือจึงจะเพิ่มโอกาสในการมองเห็นของผู้คนอันจะส่งผลต่อการติดอันดับดี ๆในหน้า google ได้

“คอนเทนต์ที่คุณทำต้องเป็นคอนเทนต์คุณค่าหรือ value content”เท่านั้นจึงจะเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์นั้นเป็นที่จดจำและถูกส่งต่อหรือบอกต่อได้มาก แม้นว่าคุณจะใส่คีย์เวิร์ดต่าง ๆไว้ในคอนเทนต์มากเพียงใดหรือใช้สารพันเทคนิคสร้างคอนเทนต์ SEO ออกมาได้สำเร็จ แต่ถ้าคอนเทนต์ที่คุณทำไม่ได้สร้างประโยชน์ใด ๆต่อเลย โอกาสที่คอนเทนต์นั้นจะถูกพูดถึงหรือบอกต่อก็จะยิ่งน้อยลงตามไปด้วยและคงไม่มีโอกาสได้เปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งอื่นซึ่งเป็นสิ่งที่คุณต้องการจริง ๆจากการทำคอนเทนต์นั้น

การสร้างคอนเทนต์ให้ติดอันดับดี ๆบนหน้า google หรือที่เรียกกันว่าการทำคอนเทนต์ SEO ไม่ใช่เรื่องที่ยากเลยหากคุณเข้าใจหลักและเทคนิคในการทำ แต่สิ่งที่คุณควรจะคำนึงถึงเสมอก่อนการทำคอนเทนต์ใด ๆ

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *